
ผู้ถือหุ้น TOA ไฟเขียวปันผล 0.39 บ. กางแผนปี 69 ชูกลยุทธ์ 7-Green สู่ความยั่งยืน
ผู้ถือหุ้น TOA มีมติอนุมัติจ่ายปันผลครึ่งปีหลัง 0.39 บาท/หุ้น เตรียมรับทรัพย์ 26 พ.ค. 69 รวมทั้งปีแจก 0.75 บาท/หุ้น พร้อมเดินหน้าผู้นำวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก ชูกลยุทธ์ 7-Green และมาตรฐาน EPD
นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล รักษาการประธานกรรมการ และ นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุปกป้องพื้นผิวครบวงจรของไทย เข้าร่วมการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ในรูปแบบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท
ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติทุกวาระตามที่คณะกรรมการเสนอ โดยเฉพาะการอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตรา 0.39 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 756 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.36 บาทต่อหุ้น ที่ได้จ่ายไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 ส่งผลให้ในปีดังกล่าว TOA จ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 0.75 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,454 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินธุรกิจ TOA ยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก ภายใต้แนวคิด “Total Solution for Living” ที่พร้อมดูแลเรื่องบ้านและที่อยู่อาศัยอย่างครบจบในที่เดียว โดยมีสินค้าครอบคลุมทุกการใช้งาน ทั้งสำหรับงานสร้างบ้านใหม่และการปรับปรุงซ่อมแซม อาทิ นวัตกรรมสี เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ปูนฉาบอเนกประสงค์ แผ่นยิปซัม กระเบื้องปูพื้นและผนัง ลูกกลิ้งทาสี ฮาร์ดแวร์ รวมถึงสุขภัณฑ์และห้องน้ำอัจฉริยะภายใต้แบรนด์ TOA l JOMOO
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าชูกลยุทธ์ ‘7-Green’ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ภายในปี 2030 ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าที่ช่วยลดโลกร้อน ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 133 รายการที่ได้รับฉลากลดโลกร้อน เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริงที่ใส่ใจดูแลทั้งเรื่องบ้านและสิ่งแวดล้อม ล่าสุด TOA ยังได้ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนไปอีกขั้น ด้วยการได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมสากล EPD (Environmental Product Declaration) ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ มาตรฐานดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนถึงธรรมาภิบาลที่ดีในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภค ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่รับผิดชอบต่อโลกได้อย่างมั่นใจตามมาตรฐานระดับสากล

