
DITTO วิ่งต่อ 6% รับกระแส “Blu Green Token” โบรกเชียร์เป้า 16 บ. พีอีต่ำ-ปันผลเด่น
DITTO วิ่งต่อ 6% ขานรับ Sentiment บวก 2 เด้ง หลังเตรียมส่งบริษัทย่อยระดมทุน "Blu Green Token" โทเคนดิจิทัลอ้างอิงคาร์บอนเครดิตป่าชายเลน มูลค่าไม่เกิน 480 ล้านบาท จ่อเทรดไตรมาส 3/2569 ควบคู่แรงหนุนภาครัฐเร่งดัน พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ด้าน บล.เคจีไอ ชี้ราคาหุ้นส่งสัญญาณ Rebound ชู Valuation น่าสนใจเทรด Forward P/E ต่ำเพียง 10.3 เท่า และปันผลสูง 5% ราคาเป้าหมาย 16 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 พ.ค. 69) ราคาหุ้น บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ณ เวลา 10:51 น. อยู่ที่ระดับ 14.60 บาท บวก 0.80 บาท หรือ 5.80% สูงสุดที่ระดับ 15.40 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 13.60 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 343.50 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า Sentiment หุ้น DITTO เป็นบวก จากการเตรียมออก Blu Green Token DITTO ซึ่งเป็น Investment Token อ้างอิงคาร์บอนเครดิตจากโครงการปลูกป่าชายเลน 1.7 หมื่นไร่ (คิดเป็น 10% ของสิทธิที่บริษัทถือครอง) โดยโครงการดังกล่าวจะเป็น Benchmark ราคาคาร์บอนเครดิตสำหรับธุรกิจปลูกป่าชายเลนบนพื้นที่สิทธิกว่า 1.7 แสนไร่
ขณะเดียวกัน ยังได้รับ Sentiment เชิงบวกจากความคืบหน้าการเร่งผลักดันพระราชบัญญัติลดโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีหน้า
ด้านการประเมินมูลค่า พบว่ายังอยู่ในระดับไม่น่าสูง โดย Forward P/E อยู่ที่ 10.3 เท่า และ Dividend Yield ประมาณ 5% โดยให้ราคาเป้าหมาย Consensus ที่ 16 บาท
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ ประเมินว่าราคาหุ้นเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว (Rebound) และมีโอกาสทดสอบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน โดยให้แนวรับที่ 10.40 บาท แนวต้านที่ 11.00–11.40 บาท หากผ่านกรอบดังกล่าวได้ มีแนวต้านถัดไปที่ประมาณ 12.00 บาท พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 10.10 บาท
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขาย “Blu Green Token” โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการปลูกป่าชายเลนเป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยกำหนดราคาเสนอขาย 1.20 บาทต่อโทเคน จำนวน 400 ล้านโทเคน คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวมไม่เกิน 480 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดจองซื้อรวมถึงเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไตรมาส 3 ปีนี้
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต โดยมีคาร์บอนเครดิตจำนวน 400,000 ตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง พร้อมกำหนดกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน กรณีผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถจำหน่ายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้ตามที่กำหนด ผู้ถือโทเคนจะมีสิทธิได้รับเงินลงทุนเริ่มต้นคืนพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสมในอัตรา 3% ต่อปี
นายฐกร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวมาจาก บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด (STCT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ DITTO ที่มีประสบการณ์ดำเนินโครงการพิพิธภัณฑ์ป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่อง จนมีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน โดยเห็นถึงศักยภาพของป่าชายเลนในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาภาวะโลกร้อนมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลายพื้นที่ บริษัทจึงมองว่าภาคเอกชนไทยควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ส่งผลให้ STCT ได้รับสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่าชายเลนรวมกว่า 175,196.05 ไร่
“โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตถือเป็นโอกาสทางธุรกิจและเป็น New S-Curve ของ STCT ในอนาคต เพราะสามารถสร้างรายได้ระยะยาวควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านการจ้างงานดูแลรักษาป่า จึงเป็นโครงการที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้ทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชน” นายฐกรกล่าว
นายฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังอยู่ในรูปแบบภาคสมัครใจ แต่มีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านสู่ภาคบังคับในอนาคตภายหลังการบังคับใช้กฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของภาครัฐ โดยการมีระบบคาร์บอนเครดิตที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก รวมถึงรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า
นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 380 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงการปลูกป่าชายเลนของบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้บริษัทมองว่าความต้องการคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ด้าน นายชัยทัด กุลโชควณิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน DITTO กล่าวว่า STCT ได้จัดสรรพื้นที่ป่าปลูกใหม่จำนวน 17,531.04 ไร่ จากพื้นที่ที่ได้รับสิทธิทั้งหมด มาใช้เป็นโครงการอ้างอิงสำหรับการออกและเสนอขาย Blu Green Token โดยคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้มากกว่า 1 ล้านตันภายในระยะเวลา 7 ปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทนำคาร์บอนเครดิตเพียง 400,000 ตันมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับโครงการ ขณะที่ส่วนที่เหลือจะสำรองไว้รองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน
สำหรับชื่อ “Blu Green Token” มาจากคุณสมบัติของคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Blue Carbon เนื่องจากสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกหลายเท่า อีกทั้งยังช่วยรักษาระบบนิเวศชายฝั่ง ลดการกัดเซาะชายฝั่ง และส่งเสริมอาชีพของชุมชนท้องถิ่น ส่วนคำว่า Green Token สะท้อนถึงลักษณะของโทเคนดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
นายชัยทัด กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะเปิดจองซื้อและนำ Blu Green Token เข้าซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยเมื่อเข้าจดทะเบียนแล้ว ผู้ถือโทเคนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมงตามกลไกของตลาด
นอกจากนี้ DITTO ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STCT และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผลประกอบการปีล่าสุดที่มีรายได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมสถานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าสามารถให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ STCT ได้ตามความจำเป็น หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงการในอนาคต
ด้านนายวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) กล่าวว่า Blu Green Token ถือเป็นตัวอย่างของการนำแนวคิด Tokenization มาประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์จริง (Real-World Assets: RWA) โดยมีโครงการและสินทรัพย์อ้างอิงที่สามารถตรวจสอบได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สามารถออกและเสนอขายได้แล้ว และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการระดมทุนสีเขียว (Green Financing) ภายใต้กรอบกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายวันรบกล่าวว่า Blu Green Token เปิดโอกาสให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมรับโอกาสผลตอบแทนจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงจำนวน 400,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดเริ่มทยอยจำหน่ายตั้งแต่ปีที่ 5 ของโครงการเป็นต้นไป ขณะเดียวกันยังมีกลไกคุ้มครองเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
“Blu Green Token จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุนจากผู้ลงทุนไปสู่โครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมเปิดโอกาสในการรับผลตอบแทนจากมูลค่าคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต” นายวันรบ กล่าว

