“ดาวโจนส์” ปิดบวก 700 จุด รับงบ บจ.แกร่ง-เมินวิกฤตตะวันออกกลาง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่ง 790 จุด ดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดฟอร์มสวยในเดือนเม.ย. รับอานิสงส์ผลประกอบการแกร่ง หนุน S&P500 และ Nasdaq โตรายเดือนสูงสุดรอบ 6 ปี เมินกังวลความขัดแย้งในตะวันออกกลางและตัวเลขเงินเฟ้อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทะยานกว่า 700 จุดในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือนเมษายน โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่สดใสของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,652.14 จุด เพิ่มขึ้น 790.33 จุด หรือ +1.62% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,209.01 จุด เพิ่มขึ้น 73.06 จุด หรือ +1.02% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,892.31 จุด เพิ่มขึ้น 219.07 จุด หรือ +0.89%

ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทะยานอย่างแข็งแกร่งในเดือนเมษายน ส่งผลให้ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยนักลงทุนมองข้ามความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และกลับมาให้ความสำคัญกับแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตเกินคาด ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ประจำเดือนเมษายนปรับตัวขึ้น 3,310.63 จุด หรือ 7.1% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ด้านดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 680.49 จุด หรือ 10.4% เป็นเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 และดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 3,301.68 จุด หรือ 15.3% เป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563

ตลอดเดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทำให้ฝ่ายที่มีมุมมองต่อตลาดในแง่ลบต้องประหลาดใจ เนื่องจากแม้ราคาน้ำมันขายปลีกจะพุ่งสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ทำให้การบริโภคของภาคประชาชนลดลงแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่การสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทะยานขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจึงกลับมาผงาดอีกครั้งในเดือนนี้หลังซบเซามาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยทำผลงานโดดเด่นเหนือหุ้นกลุ่มพลังงานที่อ่อนแรงลงหลังจากพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในเดือนมีนาคม

นักวิเคราะห์ประเมินว่า การปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดและกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผลมาจากการปรับปรุงคาดการณ์กำไร โดยบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสำหรับทั้งปีและเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมตลาดจะทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) แต่เริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะหลังจากการประกาศผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มบิ๊กเทค (Big Tech) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยหุ้น บริษัท อัลฟาเบท อิงค์ หรือ GOOGL ปรับตัวขึ้นถึง 9.96% สวนทางกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน หรือ MSFT ที่ปรับตัวลดลง 3.93% ขณะที่ บริษัท เอ็นวิเดีย คอร์ปอเรชัน หรือ NVDA ลบ 4.63% และ บริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ อิงค์ หรือ META ร่วงลง 8.55% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มหันมาคัดเลือกเฉพาะผู้ชนะที่ชัดเจนในสมรภูมิ AI

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2569 ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.0% ในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% แต่สูงกว่าการขยายตัวระดับ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์)

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ (จากระดับ 2.8% ในเดือนกุมภาพันธ์) และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดัชนี PCE ทั่วไปปรับตัวขึ้น 0.7% สอดคล้องกับคาดการณ์เช่นกัน ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งสองรายการ ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ทางด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 26,000 ราย สู่ระดับ 189,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 214,000 ราย ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่าเนื่องจากช่วยขจัดความผันผวนรายสัปดาห์นั้น ลดลง 3,500 ราย สู่ระดับ 207,500 ราย ขณะที่จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 1.79 ล้านราย

สำหรับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง สื่อในสหรัฐฯ รายงานว่า บรรดาผู้บัญชาการทหารของสหรัฐฯ เตรียมเข้ารายงานสรุปต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับทางเลือกใหม่ๆ ทางทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่ารัฐบาลกำลังพยายามจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติเพื่อรื้อฟื้นการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี แม้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ราคาน้ำมันดิบกลับปรับตัวลดลง โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดที่ 114.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 105.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Back to top button