สรุปภาวะตลาดต่างปะเทศ ประจำวันที่ 4 พ.ค.69

ดาวโจนส์และตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงหนัก วิตกเหตุตึงเครียดตะวันออกกลางหลังอิหร่านโจมตี UAE ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานกว่า 4% หนุนดอลลาร์แข็งค่า แต่ฉุดราคาทองคำร่วงจากความกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) โดยตลาดถูกกดดันอย่างหนักจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังมีรายงานว่าประเทศอิหร่านได้ปฏิบัติการโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งความวิตกกังวลในประเด็นดังกล่าวได้บดบังแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งของบรรดาบริษัทจดทะเบียนไปจนหมดสิ้น

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,941.90 จุด ลดลง 557.37 จุด หรือลดลง 1.13% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,200.75 จุด ลดลง 29.37 จุด หรือลดลง 0.41% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,067.80 จุด ลดลง 46.64 จุด หรือลดลง 0.19%

ทางด้านตลาดหุ้นลอนดอนปิดทำการซื้อขายเนื่องในวันหยุดธนาคาร (Bank Holiday) ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน โดยดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 605.51 จุด ลดลง 6.04 จุด หรือลดลง 0.99% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,976.12 จุด ลดลง 138.72 จุด หรือลดลง 1.71% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,991.27 จุด ลดลง 301.11 จุด หรือลดลง 1.24% เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งนักลงทุนยังต้องประเมินสถานการณ์และรับมือกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ภายในปีนี้

สำหรับตลาดน้ำมันดิบ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือนมิถุนายน ปิดพุ่งขึ้น 4.48 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 4.39% ปิดที่ 106.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 6.27 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 5.8% ปิดที่ 114.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันได้แรงหนุนอย่างหนักจากรายงานการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีผลบังคับใช้เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์ก (COMEX) ส่งมอบเดือนมิถุนายน ปิดร่วงลง 111.20 ดอลลาร์ หรือลดลง 2.39% มาอยู่ที่ระดับ 4,533.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่หนุนให้ราคาน้ำมันและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลว่าภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์ก โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.22% แตะที่ระดับ 98.377 เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ

Back to top button