
ดอลลาร์แข็งกดทองร่วง KTB มองเงินบาทอ่อนค่าจำกัด
KTB มองเงินบาทอ่อนค่าได้จำกัดในกรอบ 32.85-33.00 บาท ชี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และมุมมองดอกเบี้ย FED ยังกดดันราคาทองคำ ขณะที่เงินบาทแม้มีแรงกดดันด้านอ่อนค่า แต่ยังได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติและแรงขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (Bond Yield) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4.42-4.47% โดยยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แม้ตลาดจะได้รับแรงกดดันจากมุมมองของนักลงทุนที่ยังเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) รวมถึงบรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ได้ช่วยชะลอแรงกดดันต่อการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ KTB มองว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways ในระยะสั้น แต่ยังเผชิญความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-way Risk) โดยทิศทางจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของ FED
ธนาคารยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะในจังหวะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 4.50% เนื่องจากประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายภายในไตรมาส 2 และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ FED มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างจาก Dot Plot ล่าสุดของ FED และคาดการณ์ของตลาดในปัจจุบัน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
สำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Up แม้จะถูกกดดันในช่วงแรกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาคละกัน แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นหลังทะลุระดับ 161 เยนต่อดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงค่าเงิน ได้ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนและชะลอการแข็งค่าของดอลลาร์
ด้านราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569 ปรับลดลงสู่บริเวณ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ในส่วนของค่าเงินบาท KTB ยังคงมุมมองว่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงผันผวนทั้งสองด้าน โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงจนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นรูปธรรม ระยะสั้นเงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าตามความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ โดยประเมินแนวต้านสำคัญไว้ที่ 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าอาจถูกจำกัดจากความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ซึ่งอาจส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้อย่างรวดเร็ว
นายพูน กล่าวว่า หากมีการแทรกแซงค่าเงินเยนจริง เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ในกรณีปกติ แนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ธนาคารยังคงมุมมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในเชิงเทคนิค จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ จึงจะมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

