
SCB EIC ชี้ติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” คืนทุนไวขึ้น รับมาตรการลดหย่อนภาษี-หนีไฟฟ้าแพง
SCB EIC วิเคราะห์การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้นเฉลี่ย 1-2 ปี รับอานิสงส์มาตรการลดหย่อนภาษีปี 2026-2028 และแรงกดดันค่าไฟแพงจากสงครามตะวันออกกลาง ช่วยลดต้นทุนติดตั้งได้ 5-20% พร้อมแนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความเชื่อมั่น-เพิ่มแรงจูงใจ Net Metering เพื่อหนุนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 มีความสอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ จากประกาศพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ได้กำหนดมาตรการสำคัญเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน และมาตรการสนับสนุนการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง
สำหรับมาตรการในภาคครัวเรือน กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย สามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อหนึ่งระบบ โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาในกลุ่มรายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) รวมถึงนิติบุคคล สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งต้องได้รับการรับรองมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว โดยมาตรการดังกล่าวมีผลในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขสำคัญ อาทิ การใช้สิทธิลดหย่อนต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) รวมถึงไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับมาตรการอื่น
การออกมาตรการดังกล่าวส่งผลให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะยาว เนื่องจากสามารถนำค่าใช้จ่ายบางส่วนไปขอคืนภาษีได้ ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 110,000–120,000 บาท และสามารถขอคืนภาษีได้ราว 5,000–25,000 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 5–20%
ขณะเดียวกัน แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะข้างหน้า โดยการประเมินของ SCB Economic Intelligence Center ระบุว่า หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-3 เดือน ราคา LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2569-2573 จะอยู่ที่ประมาณ 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรง ราคา LNG อาจเพิ่มขึ้นเป็น 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และดันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นสู่ระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสั้นลง โดยครัวเรือนทั่วไปที่ติดตั้งระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ ซึ่งเดิมมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยประมาณ 8 ปี อาจลดลงเหลือ 7 ปี หรือ 6 ปี ในกรณีที่สถานการณ์พลังงานมีความตึงตัวมากขึ้น ขณะที่ระบบขนาดใหญ่จะมีระยะเวลาคืนทุนที่เร็วขึ้นตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีข้อจำกัดในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การคัดเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งอาจต้องอาศัยทางเลือกด้านสินเชื่อและบริการแบบครบวงจรเพื่อช่วยลดอุปสรรคดังกล่าว
ในระยะต่อไป ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในวงกว้าง อาทิ การพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานผู้ให้บริการและอุปกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมกลไกการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคครัวเรือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ
ทั้งนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

