“เอเซีย พลัส” แนะสลับลงทุนเก็บหุ้น Laggard ชู DELTA-CENTEL-GULF

บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามส่อแววสงบ จับตาความเสี่ยงใหม่ "Unwind Yen Carry Trade" ดันบาทแข็ง ชูกลยุทธ์สลับกลุ่มลงทุน ดักเก็บหุ้น Laggard แนะนำ DELTA-CENTEL-GULF


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 แต่สัญญาณความขัดแย้งเริ่มดูเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสังเกตได้จากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่และทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตพลังงานในอดีต อย่างสงครามอ่าว (Gulf War) ปี 1990 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022

ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในระยะกลาง (3-6 เดือนข้างหน้า) ช่วงที่สงครามผ่อนคลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังคงผันผวนและแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) เพื่อรอดูการส่งผ่านผลกระทบของต้นทุนน้ำมันไปยังภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ก่อนที่ตลาดจะสามารถกลับมาปรับตัวขึ้นได้ดีเมื่อราคาน้ำมันเข้าสู่ภาวะปกติ จากแบบจำลอง BECO SHOK ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงจะกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของยุโรป อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น ลดลงราว 0.3-0.4% ในช่วงที่เหลือของปี 2569

จับตาความเสี่ยงใหม่ “Unwind Yen Carry Trade” หนุนเงินบาทกลับมาแข็งค่า ในระยะถัดไป ตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงใหม่จากกระแส “Unwind Yen Carry Trade” หรือการโยกย้ายเม็ดเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ปัจจัยหนุนมาจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. 2026 ทำให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมายังพบสัญญาณการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วยเม็ดเงินกว่า 34.5 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น 1-2% ในช่วงเวลา 11.00 – 13.00 น. เกือบทุกวัน และเนื่องจากเงินเยนมีน้ำหนักในตะกร้าดอลลาร์สหรัฐถึง 14% (สูงเป็นอันดับ 2) การแข็งค่าของเงินเยนจึงเป็นปัจจัยกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อ “ค่าเงินบาทไทยให้มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น” และช่วยหนุนกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ยังคงไหลเข้าประคองตลาดหุ้นไทยได้

หุ้นไทยแกร่งสุดในภูมิภาค รับอานิสงส์สินค้าโภคภัณฑ์และงบไตรมาส 1 ทะลุเป้า สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) ถือว่าแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดยนับตั้งแต่เกิดสงคราม (1 มี.ค. – 6 พ.ค. 26) ดัชนีปรับตัวลดลงเพียง -0.3% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยที่มีน้ำหนักของกลุ่มเทคโนโลยี (ETRON, ICT) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน, ปิโตรเคมี, อาหาร, เกษตร) รวมกันสูงถึง 57% ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

อีกปัจจัยสำคัญคือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียน (ล่าสุดประกาศมาแล้ว 46 บริษัท) ทำผลงานกำไรดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Earning Surprise) สูงถึง 10.7% ซึ่งตามสถิติในอดีต มักจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้ ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของไทยในเดือน เม.ย. 2569 ปรับตัวพุ่งขึ้นถึง +2.89% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน (ทำสถิติสูงสุดในรอบ 38 เดือน) จากผลกระทบของราคาน้ำมันโลก ทำให้คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณา “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% จนถึงสิ้นปี 2569 และจะพึ่งพานโยบายการคลังจากรัฐบาล เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส, การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และกองทุน TFFIF เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจแทน

กลยุทธ์การลงทุน: สลับกลุ่มเล่น ช้อนหุ้นดิ่งลึกรับนโยบายรัฐ ชู DELTA-CENTEL-GULF บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตโดยใช้กลยุทธ์ สลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) แนะนำให้ขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสงครามและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (เช่น PETRO +24%, ETRON +16%) และให้เม็ดเงินไหลเข้าทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่เคยถูกกดดันลึก (Laggard) รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการแข็งค่าของเงินบาท ได้แก่

1.กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT

2.กลุ่มการแพทย์ ได้แก่ BH, BDMS

3.กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ CPALL, BJC, CPAXT, COM7, CBG, OSP, ICHI

4.กลุ่มโรงไฟฟ้า (ต้นทุนลดลงจากบาทแข็ง) ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM โดยกำหนดให้หุ้น DELTA, CENTEL และ GULF เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำจัดพอร์ตในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีปัจจัยบวกเด่นชัด (Global Gem) ได้แก่ กลุ่มทองคำ ZIJIN MINING (2899 HK), กลุ่มท่องเที่ยว MARRIOTT (MAR US), กลุ่มผลิตชิป TSMC (TSM US) และกลุ่มสินค้าหรูหรา HERMES (RMS FP) รวมถึงแนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดอย่าง IONQ (IONQ US) ที่โชว์รายได้โตทะยาน +755% YoY พร้อมยกระดับเป้าหมายทั้งปี และ DISNEY (DIS US) ที่กำไรเติบโตแข็งแกร่งทุกธุรกิจพร้อมประกาศแผนซื้อหุ้นคืนกว่า 8 พันล้านดอลลาร์)

Back to top button