
TLI มั่นใจเบี้ยปี 69 โตตามอุตสาหกรรม รุกออกผลิตภัณฑ์ใหม่–ขยายพันธมิตร
TLI คาดยอดขายเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เบี้ยประกันทั้งปีเติบโตระดับปานกลางตามอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่และขยายพันธมิตร หนุนการเติบโตระยะยาวอย่างยั่งยืน
นางสาวพิมพ์พลอย วิเชียรปราการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 21 พ.ค.69 ถึงแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ว่า บริษัทคาดการณ์ยอดขายจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และประเมินว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมตลอดทั้งปี 2569 จะยังคงเติบโตในระดับปานกลางซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของการเติบโตในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ จากการติดตามอัตราการเคลมประกันสุขภาพในปัจจุบัน พบว่ายังคงอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการและรับความเสี่ยงได้ตามกรอบที่วางไว้ จึงยังไม่มีความจำเป็นหรือแรงกดดันที่จะต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพในระยะนี้
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน TLI ได้เตรียมความพร้อมและเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship Product) ใหม่ในหลายช่องทาง โดยในส่วนของช่องทางพันธมิตร ได้ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดตัวผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล 14/5 (คุ้มครอง 14 ปี จ่ายเบี้ย 5 ปี) ไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ในช่องทางตัวแทนซึ่งเป็นช่องทางหลักที่สะท้อนจุดแข็งของบริษัท ได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ในช่วงเดือนหน้า พร้อมกันนี้ยังได้จัดอบรมการใช้เครื่องมือการขายให้แก่ตัวแทน เพื่อยกระดับศักยภาพในการตอบโจทย์การวางแผนการเงินในระยะยาวของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ด้านมุมมองและกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้ความผันผวนของตลาดและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น บริษัทประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน เนื่องจากภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะกระทบมูลค่าแบบ Mark to Market ทั้งฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินไปพร้อมกัน ประกอบกับบริษัทมีการบริหารจัดการส่วนต่างระยะเวลาของสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset Liability Duration Gap) ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 1 ปีมาอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังนับเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนของผู้ถือกรมธรรม์ประเภทมีส่วนร่วมในเงินปันผลอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเมื่อต้นเดือนมีนาคม บริษัทได้ปรับพอร์ตลดความเสี่ยงด้วยการเพิ่มสัดส่วนเงินสด และเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม บริษัทจึงได้ทยอยนำเงินกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุด
นอกเหนือจากการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ TLI ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแนวทาง ESG อย่างโปร่งใส ผ่านการเผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี และนำนวัตกรรมมาสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero อาทิ โครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และการส่งเสริมให้ลูกค้าใช้บริการ e-Service จนได้รับการยอมรับระดับประเทศผ่านรางวัล Top Innovative Company และ Thailand Most Admired Company สะท้อนภาพลักษณ์องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม
สำหรับผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา TLI ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท เติบโต 18.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากกำไรจากการรับประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 8.1% เป็น 2,600 ล้านบาท สะท้อนถึงการบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทน โดยเฉพาะสินไหมค่ารักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับกำไรจากการลงทุนหลักที่พุ่งสูงถึง 92.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้รายได้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้นของพอร์ตหุ้นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงทุนในกองทุนวายุภักษ์
ขณะที่ตัวชี้วัดความสามารถในการสร้างผลกำไรในอนาคต พบว่ายอดคงเหลือของกำไรจากการให้บริการตามสัญญา (CSM Balance) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 92,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% นับตั้งแต่ต้นปี ส่วนตัวชี้วัดมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทอย่าง Allocated Comprehensive Equity ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ระดับ 193,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.9 บาทต่อหุ้น ด้านอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนฐานะทางการเงินที่มั่นคง แม้ว่าในส่วนของเบี้ยประกันภัยรับใหม่, กำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) และมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาส 1/2569 จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เป็นเพียงผลกระทบมาจากฐานที่สูงเป็นพิเศษในไตรมาส 1/2568 ที่มีการเร่งซื้อสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพก่อนการบังคับใช้มาตรการ Copayment เท่านั้น ซึ่งหากไม่รวมกรมธรรม์กลุ่มดังกล่าว มูลค่า New Business CSM ของบริษัทจะยังคงเติบโตได้ถึง 10% สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

