“บล.พาย” แนะสะสม TIDLOR-CPALL รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง

“บล.พาย” แนะจับตาทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯและราคาน้ำมัน ชี้หากปรับลดจะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มนอนแบงก์และค้าปลีก เตือนหุ้นไทยเริ่มตึงตัวแนะลงทุนด้วยความระมัดระวัง ชู TIDLOR และ CPALL โดดเด่นรับดอกเบี้ยขาลง


บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ PI เปิดเผยว่า สถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบันเริ่มดูผ่อนคลายลงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง หลังจากมีสัญญาณการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนควรติดตามประเด็นสำคัญอย่างการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งหากมีการเปิดช่องแคบ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นรวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำและตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากดัชนีราคาผู้ผลิตเริ่มเห็นสัญญาณเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ แม้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวสะท้อนความคาดหวังไปบ้างแล้วก็ตาม

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 18% จากจุดต่ำสุด โดยได้ปัจจัยหนุนจากผลประกอบการและความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นดังกล่าวทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับตลาดพันธบัตร (Equity Risk Premium) ติดลบ ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับความเสี่ยง ประกอบกับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) จะยิ่งทำให้ดัชนี S&P500 มีความผันผวนมากขึ้น หากเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคของสหรัฐฯ พุ่งเกินระดับ 3.7% จะเข้าใกล้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะกลับมากดดันทิศทางดอกเบี้ย โดยข้อมูลจาก CME FED Watch ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ให้น้ำหนักถึง 41% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคม 2570 แต่หากราคาน้ำมันดิบปรับฐานแรง ปัจจัยกดดันเหล่านี้ก็อาจไม่เกิดขึ้น

ในทางกลับกันหากราคาน้ำมันผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2565 อาจทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นและกดดันให้ S&P500 ปรับฐาน โดยกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่มีมูลค่าแพงจะเผชิญแรงขายอย่างหนัก ขณะที่หุ้นกลุ่มคุณค่า (Value Play) เช่น สินค้าจำเป็น, การแพทย์, โรงไฟฟ้า และสื่อสาร ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในดัชนี SET INDEX จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า และมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนี S&P500 ในช่วงที่ Bond Yield เป็นขาขึ้น

ด้านปัจจัยในประเทศ ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทยออกมาโดดเด่นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, ไอซีที และค้าปลีก เช่น บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า จากบริษัทในกลุ่ม SET100 จำนวน 98 บริษัท มียอดขายดีกว่าคาดการณ์ 39%, ต่ำกว่าคาดการณ์ 47% และใกล้เคียงคาดการณ์ 14% ขณะที่ด้านกำไรสุทธิพบว่าดีกว่าคาดการณ์ถึง 59%, ต่ำกว่าคาดการณ์ 22% และใกล้เคียงคาดการณ์ 18% ซึ่งกำไรที่ออกมาดีกว่าคาดอาจเกิดจากรายการพิเศษหรือการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยภาพรวมของดัชนี SET INDEX มีกำไรสุทธิรวมกันที่ 3.25 แสนล้านบาท เติบโต 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 53% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

เมื่อเจาะลึกรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้างนำโดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มีผลกำไรเร่งตัวขึ้นส่วนหนึ่งจากกำไรสต็อกปิโตรเคมี ดันให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มรับเหมาก่อสร้างขยายตัว 184% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งจากการขาดทุนที่ลดลงของ บริษัท อีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) หรือ EMC ขณะที่ผู้รับเหมาขนาดใหญ่อย่าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เติบโตได้ดี โดยเฉพาะ CK ที่กำไรเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวโดดเด่นนำโดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากคำสั่งซื้อกลุ่ม Data Center ด้านกลุ่ม Non-Bank ภาพรวมกำไรมีทิศทางที่ดีขึ้น อาทิ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD โต 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC โต 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR โต 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมประกาศซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลพิเศษ ซึ่งกลุ่มนี้จะยิ่งมีความน่าสนใจหากทิศทางราคาน้ำมันปรับตัวลง

สำหรับกลุ่มค้าปลีก กำไรโดยรวมขยายตัว 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีหุ้นที่ทำผลงานเด่นคือ CPALL ที่กำไรเติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึง CRC และ GLOBAL ขณะที่กลุ่มอาหารเผชิญแรงกดดัน โดยกำไรของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ลดลง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาเนื้อสัตว์โดยเฉพาะราคาเนื้อสุกรที่ปรับลดลง ทางด้านกลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีรายได้ทรงตัวที่ 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากจำนวนลูกค้ากัมพูชาและตะวันออกกลางที่ลดลง ส่วน บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH รายได้เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสามารถรักษาฐานลูกค้าตะวันออกกลางให้เติบโตได้ 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากผลประกอบการที่ดี ส่งผลให้ Bloomberg Consensus ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยขึ้นจากระดับ 95 บาท มาอยู่ที่ 98.8 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางไตรมาส 2 ปี 2569 ตลาดอาจเริ่มเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง แม้กลุ่มพลังงานจะมีแนวโน้มที่ดีก็ตาม ทั้งนี้ เชื่อว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับทิศทางในอนาคต หากราคาน้ำมันดิบปรับฐานลง จะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่ม Non-Bank, อสังหาริมทรัพย์, ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้เกาะกระแส AI โดยเน้นไปที่ DELTA และ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA แต่หากรับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มูลค่า (Valuation) ไม่แพง และได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง อาทิ หุ้นกลุ่ม Non-Bank (TIDLOR, MTC) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL) อย่างไรก็ตาม ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจาก Valuation ของหุ้นไทยเริ่มตึงตัวและไม่ถูกมากนัก หากมีปัจจัยลบเข้ามากดดัน ตลาดก็พร้อมที่จะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง การถือเงินสดสำรองไว้ส่วนหนึ่งจึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้

Back to top button