
“ฟิลลิป” ชี้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนนอนแบงก์ ชู TIDLOR ท็อปพิก
PST มองโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเงินทุนมากกว่ากลุ่มธนาคาร ช่วยหนุนพอร์ตสินเชื่อรายย่อยให้เติบโตและกดตัวเลข NPL ลดลง พร้อมประเมินน้ำหนักการลงทุน "เท่ากับตลาด" โดยยกให้ TIDLOR เป็นหุ้นท็อปพิกของกลุ่ม
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PST เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า หุ้นกลุ่มเงินทุนมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” มากกว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ผ่านมา เนื่องจากรูปแบบมาตรการมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่โครงการใหม่มีจุดเด่นจากสัดส่วนการสนับสนุนของภาครัฐที่สูงขึ้น โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายสมทบ 40% รวมถึงมีวงเงินสูงกว่าและครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิมากขึ้น จึงคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการสินเชื่อรายย่อย
ทั้งนี้ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มเงินทุนที่ระดับ “ลงทุนเท่ากับตลาด” โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจหนุนความต้องการสินเชื่อระยะสั้น โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ขณะเดียวกัน หากกำลังซื้อของประชาชนดีขึ้น อาจช่วยให้คุณภาพสินทรัพย์ของผู้ประกอบการในกลุ่มดีขึ้นตามไปด้วย
พร้อมกันนี้ยังเลือก บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ให้ราคาพื้นฐาน 22.90 บาท เนื่องจากคาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสองบริษัท ร่วมกับบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ที่มีทั้งการเติบโตของสินเชื่อและตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงในช่วงโครงการคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมา
นอกจากนี้ TIDLOR ยังมีปัจจัยหนุนจากช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ความต้องการใช้เงินครัวเรือนเพิ่มขึ้น รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมต่อเนื่อง และกระจายฐานรายได้ไม่ให้พึ่งพาธุรกิจสินเชื่อเพียงอย่างเดียว
โดยจากการศึกษาข้อมูลกลุ่มเงินทุน 8 บริษัทในช่วงไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีโครงการคนละครึ่งพลัส พบว่าสินเชื่อรวมเติบโต 0.03% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้เพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ถือว่าฟื้นตัวได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย 3 ไตรมาสก่อนหน้าที่สินเชื่อหดตัว 0.78% ขณะที่ NPL ของกลุ่มปรับลดลง 0.43% สะท้อนผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อการปล่อยสินเชื่อและคุณภาพหนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายบริษัท พบว่า บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC มีสินเชื่อเติบโตสูงสุดในช่วงโครงการคนละครึ่งพลัส โดยเพิ่มขึ้น 4.37% สวนทางกับค่าเฉลี่ย 3 เดือนก่อนหน้าที่หดตัว 1.28% ขณะที่ SINGER สามารถลด NPL ได้มากที่สุด โดยลดลง 2.14% จากระดับ 19.43% เหลือ 17.30%

