
BGRIM คงเครดิต A เดินหน้ารุกพลังงาน–ดาต้าเซนเตอร์ มุ่งสู่ 10,000 MW ปี 73
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร BGRIM ที่ระดับ “A” แนวโน้ม “Stable” สะท้อนฐานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาคุณภาพสูง พร้อมเดินหน้าขยายพลังงานหมุนเวียน ดาต้าเซนเตอร์ และโครงการใหม่ ดันเป้ากำลังผลิตรวมแตะ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของ BGRIM ที่ระดับ “A” พร้อมคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ที่ระดับ “A-” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ที่ระดับ “BBB+” โดยให้แนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ระดับ “Stable” หรือ “คงที่”
ทั้งนี้ อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ จากฐานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีการกระจายตัวทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงและพื้นที่การลงทุนในหลายภูมิภาค รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความแน่นอนของรายได้ในระยะยาว
สำหรับโครงสร้างรายได้ของบริษัท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ซึ่งมีอันดับเครดิต “AAA/Stable” ยังคงเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายหลัก คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศ คิดเป็นประมาณ 25% ของรายได้รวม ส่วนที่เหลือมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในหลายภูมิภาค ตลอดจนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
ด้านสถานะความเสี่ยงทางธุรกิจของ BGRIM อยู่ในระดับแข็งแกร่ง จากความเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมาอย่างยาวนาน และฐานลูกค้าที่มีความหลากหลาย อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการที่พัฒนาใหม่ หรือ Greenfield เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมและพลังงานหมุนเวียน
ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการมากกว่า 60 โครงการทั่วโลก โดยมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของรวม 2,890 เมกะวัตต์ ตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศไทย โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงยังคงเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนอันดับเครดิต ด้วยกำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของรวม 1,798 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 62% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัทตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งในประเทศไทย
ปัจจุบัน BGRIM อยู่ในช่วงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีโครงการระหว่างการพัฒนาจำนวนมาก และให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยมีโครงการสำคัญที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ รวมถึงการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนประมาณ 194 เมกะวัตต์
นางสาวศิริวงศ์ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจจากนี้ บริษัทจะยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานหมุนเวียน ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนให้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์โรงไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการลงทุนในต่างประเทศที่มีความหลากหลาย รวมถึงโครงการในประเทศภายใต้โครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายการลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาทิ โครงการดาต้าเซนเตอร์สำหรับลูกค้า Hyperscale ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ และเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าของบริษัทมีความพร้อมในการดำเนินงานอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากดัชนีความพร้อม หรือ Availability Factor ในปี 2568 อยู่ในช่วง 91%-100% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังมีอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือ Heat Rate ที่ดีกว่าข้อกำหนดในหลายโครงการ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันอันดับเครดิตยังคงมาจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง จากการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2569-2571 บริษัทจะมีเงินลงทุนรวมสูงสุดประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 1.07-1.09 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทอาจเผชิญความเสี่ยงจากโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งในด้านความล่าช้าของการก่อสร้าง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ อัตราแลกเปลี่ยน และสภาวะตลาดในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งประเมินว่า บริษัทจะสามารถบริหารจัดการภาระหนี้ผ่านมาตรการบรรเทาความเสี่ยงหลายประการ รวมถึงการคัดเลือกการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่พร้อมดำเนินงานและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที ตลอดจนการพิจารณาแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด หรือ Asset Monetization เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน หากมีความจำเป็น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมีสภาพคล่องอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีเงินสดในมือประมาณ 2.42 หมื่นล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2568 ประกอบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินที่เพียงพอสำหรับรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระ และแผนการใช้เงินลงทุนในอนาคต
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงาน ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากโครงการใหม่จะทยอยรับรู้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ EBITDA มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2571 แม้บริษัทยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงในปี 2569 ก่อนปรับลดลงในปีถัดไป

