
“สหรัฐ-อิหร่าน” บรรลุข้อตกลง เปิดฮอร์มุซ จับตาหุ้นไทยรับข่าว บล.กรุงศรีชู 7 ตัวเด่น
ทรัมป์ประกาศ “สหรัฐฯ-อิหร่าน” บรรลุข้อตกลงสันติภาพ เตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนุนความกังวลด้านพลังงานคลี่คลาย ขณะที่ บล.กรุงศรี ชู AMATA, WHA, GULF, KBANK, KTB, ADVANC และ TRUE เป็นหุ้นเด่นรับบรรยากาศการลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 04:29 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ตามเวลาประเทศไทย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว พร้อมแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา ทำเนียบขาว (The White House) ได้เผยแพร่ข้อความเดียวกันผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการ โดยมีเนื้อหาสอดคล้องกับข้อความที่นายทรัมป์เผยแพร่ก่อนหน้านี้
นายทรัมป์ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้เดินเรือโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม และสหรัฐอเมริกาจะยุติมาตรการปิดล้อมทางทะเลโดยมีผลทันที พร้อมระบุข้อความว่า “เรือทั่วโลก จงเดินเครื่องได้เลย ปล่อยให้น้ำมันไหล”
ต่อมา เมื่อเวลา 05:27 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ตามเวลาประเทศไทย นายทรัมป์โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงให้แก่ภูมิภาค พร้อมระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายคนก่อนหน้านี้เคยพยายามสร้างสันติภาพกับอิหร่าน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
นายทรัมป์ยังกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำในภูมิภาคได้พบกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่สามารถช่วยให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ พร้อมระบุว่า เมื่อมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ จะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ก่อนที่การขนส่งน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง เพื่อประโยชน์ของทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Reuters และ BBC รายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว และทั้งสองฝ่ายได้ประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน โดยมีกำหนดจัดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ด้านสำนักข่าว CNBC รายงานว่า ความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงทันที โดยสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐอเมริกาปรับลดลง 4.8% มาอยู่ที่ 80.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับลดลง 3.9% มาอยู่ที่ 83.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นักลงทุนประเมินว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยคลี่คลายความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน และทำให้การขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านผู้นำสูงสุดของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก รองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 20% ของปริมาณทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 18:30 น. ตามเวลาประเทศไทย มีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการยุติสงครามในตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่า ภายหลังการลงนาม อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสามารถสัญจรผ่านได้อีกครั้งโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม และจะมีการยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรืออิหร่าน
นายทรัมป์เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงฉบับใหม่ในวันที่ 14 มิถุนายน ตามเวลาสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวแตกต่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ
นายทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงใหม่จะปิดกั้นการพัฒนา การจัดซื้อ และการจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่าอิหร่านไม่มีความต้องการครอบครองอาวุธดังกล่าวอีกต่อไป อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้ทุกประเทศใช้เส้นทางเดินเรือได้ตามปกติภายหลังการลงนาม ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดด้านพลังงานและการขนส่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีการจ่ายเงินให้อิหร่าน และเมื่อสถานการณ์มีเสถียรภาพ สหรัฐอเมริกาจะดำเนินการจัดการวัสดุนิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหายจากปฏิบัติการทางทหาร โดยแสดงความหวังว่ากระบวนการทั้งหมดจะนำไปสู่ความร่วมมือระยะยาวในภูมิภาค แม้จะยืนยันว่าสหรัฐอเมริกายังคงมีทางเลือกอื่นหากข้อตกลงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
ด้านสำนักข่าว Al Arabiya รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า คณะผู้แทนของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีกำหนดจัดการประชุมทางไกลเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เพื่อร่วมลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศ โดยมีปากีสถานและกาตาร์เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
แหล่งข่าวระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน พร้อมระบุว่า ภายหลังการลงนาม ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้เรือสามารถสัญจรผ่านได้อีกครั้งโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม และมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านจะถูกยกเลิกเช่นกัน
ขณะที่สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ปากีสถานจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจัดพิธีลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในรูปแบบการประชุมผ่านวิดีโอคอล อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพิธีลงนามจะจัดขึ้นในวันดังกล่าวหรือไม่
ส่วนสำนักข่าว Fars ซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดคณะเจรจาว่า อิหร่านยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ปฏิเสธกระแสข่าวเกี่ยวกับการลงนาม MOU ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาในวันที่ 14 มิถุนายน โดยระบุว่า MOU ที่อาจเกิดขึ้นจะเป็นเพียงกรอบสำหรับการหารือในระยะต่อไป และไม่ถือเป็นข้อตกลงขั้นสุดท้าย
ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเชิงบวกว่า สหรัฐฯ และอิหร่าน บรรลุข้อตกลงฉบับใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ หากเกิดขึ้นจริงถือเป็นสัญญาณสำคัญของการคลี่คลายความตึงเครียด (De-escalation) ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ จะกลับมาเดินเรือตามปกติ ช่วยลดความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของโลก
นอกจากนี้ จะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยตลาดมีแนวโน้มปรับมุมมองจากการให้น้ำหนักกับความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premium) ไปสู่ปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจและสภาพคล่องมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีโอกาสปรับลดลงสู่กรอบ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงที่เหลือของปี
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มผ่อนคลายลง เพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ช่วงหลังเดือนสิงหาคม 2569 จะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทย
ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทย บล.กรุงศรีฯ คงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ระดับ 1,680 จุด ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (15-19 มิ.ย.) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวลักษณะ Sideways-Up เนื่องจากภาพรวมของสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เริ่มมีความชัดเจนในทิศทางที่ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับการประชุมธนาคารกลางที่สำคัญในช่วงสัปดาห์นี้
โดยแบ่งธีมการลงทุนเด่นออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแรก หุ้นธีมลงทุนโดดเด่น ได้แก่ หุ้นนิคมอุตสาหกรรม คือบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA หุ้นพลังงานไฟฟ้า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF หรือรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON และบริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET
หุ้นธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB หุ้นสื่อสารโทรคมนาคม ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รวมถึงหุ้นกลุ่มเก็งกำไรชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA
ส่วนกลุ่มที่สอง คือ หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียด ประกอบด้วย กลุ่มสายการบินและท่าอากาศยาน ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW
กลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายเล็ก ได้แก่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI กลุ่มการแพทย์ ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH กลุ่มธุรกิจเช่าซื้อ ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT และกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นเป้าหมายที่มีความโดดเด่นอย่างมาก จากบทบาทการเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนกลุ่มต้นน้ำถึงกลางน้ำ ประกอบกับได้รับกระแสผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตกลับสู่ภูมิภาคเดิม และการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกต่อกรณีสหรัฐฯ และอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ถือเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก และช่วยลดความกังวลต่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้คาดว่าการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงต้นสัปดาห์จะปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง จากแรงตอบรับข่าวดังกล่าว ก่อนที่จะทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วงถัดไป โดยประเมินกรอบเป้าหมายดัชนีสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,610-1,620 จุด อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่อาจได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง และเป็นปัจจัยถ่วงดัชนีระยะสั้น
สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำช่วงนี้ คือ หุ้นที่เคยได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งในระยะต่อไป

