
“เอเอสแอล” ยก MTC ขึ้นท็อปพิก เคาะเป้า 38.50 บาท คาดกำไรปี 69 นิวไฮ
บล.เอเอสแอล (ASL) แนะซื้อ MTC เคาะราคาเป้า 38.50 บาท คาดกำไรปี 2569 เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 7.2 พันล้านบาท รับพอร์ตสินเชื่อโตแกร่งควบคู่การคุมคุณภาพหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กางแผน "Jump+" ดันรายได้แตะ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2571 ชูจุดแข็งต้นทุนการเงินต่ำและการใช้ AI ยกระดับองค์กรยั่งยืน
บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL เปิดเผยว่า แนะนำซื้อหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ประเมินราคาเป้าหมายที่ 38.50 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงกว่า 25.71% นับตั้งแต่ต้นปี เมื่อเทียบกับทิศทางตลาดนั้น ยังไม่สะท้อนถึงการเติบโตของกำไรสุทธิที่จะทำนิวไฮต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 อีกทั้งหุ้นยังมีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) จากระดับปัจจุบันที่ 9.1% ซึ่งหากผู้บริหารส่งสัญญาณจ่ายปันผลมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ให้สูงขึ้น และเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่อาจส่งผลให้หุ้นถูกปรับเพิ่มมูลค่าในระยะถัดไป
ทั้งนี้ MTC ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี หรือโครงการ “Jump+” ซึ่งตั้งเป้าหมายรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.07 หมื่นล้านบาทในปี 2568 สู่ระดับ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2571 สำหรับทิศทางการเติบโตในปัจจุบัน MTC มุ่งเน้นไปที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในปีนี้ลงมาอยู่ที่ระดับ 10% จากเดิมที่คาดการณ์การเติบโตแบบก้าวกระโดดไว้ที่ 15% เพื่อมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้มีความยั่งยืน
ขณะที่ในปี 2569 คาดการณ์กำไรสุทธิจะอยู่ที่ระดับ 7.26 พันล้านบาท หรือเติบโต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่อง จากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs ratio) ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเพียง 2.57% ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) แข็งแกร่งในระดับสูงถึง 143.86% นอกจากนี้ ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.11% จากระดับ 2.54% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ว่าจะควบคุมไม่ให้เกิน 2.60%
พร้อมกันนี้ MTC ตั้งเป้าเพดานสาขาไว้ที่ประมาณ 9,000 สาขา จากปัจจุบันที่มี 8,754 สาขา เพื่อขจัดปัญหาสาขาทับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร ปัจจุบันบริษัทมียอดสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขาสูงถึง 21.02 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพยากรณ์และบริหารจัดการสภาพคล่อง ลดต้นทุนจากเงินสดคงเหลือที่มากเกินไป
