
จับตาความเชื่อมโยง “มหิดล–กสทช.” ปมเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ “นพ.สรณ”?
ปมคุณสมบัติของ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช. ยังไม่จบ หลังข้อมูลจากมหิดล–รามาธิบดีที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ ยังไม่ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาตามที่มีการร้องขอ ขณะที่ลำดับเหตุการณ์เรื่องงบสนับสนุน 180 ล้านบาท และความร่วมมือหลายโครงการระหว่าง กสทช. กับรามาธิบดี ยิ่งทำให้สังคมรอคำชี้แจงที่ชัดเจนจากทุกฝ่าย
ประเด็นคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ยังคงถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง หลังรายงานของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาชุดก่อนระบุข้อสังเกตว่า นพ.สรณ อาจยังมีสถานะผูกพันกับมหาวิทยาลัยมหิดลภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ประธาน กสทช. ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายว่าประเด็นดังกล่าวมีผลต่อคุณสมบัติของ นพ.สรณ หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างรอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้แทนมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 แต่ตามที่มีรายงาน ระบุว่า ยังไม่ได้รับทั้งการส่งผู้แทนและเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว
ด้านนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยว่า รู้สึกผิดหวังต่อกรณีที่โรงพยาบาลรามาธิบดียังไม่ได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสถานะหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบของ นพ.สรณ โดยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ การเปิดเผยหรือจัดส่งข้อมูลใด ๆ ย่อมต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นพ.สุภัทร ยังระบุด้วยว่า ด้วยความเคารพในความเป็นรามาธิบดี จึงขอให้โรงพยาบาลเร่งชี้แจงหรือจัดส่งเอกสารที่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมาย ก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าได้อย่างครบถ้วน
ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การส่งหรือไม่ส่งเอกสารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามที่เคยถูกนำเสนอ และตั้งข้อสังเกตจากสังคมมาแล้ว ในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณ กับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะภายหลัง นพ.สรณ เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 เนื่องจากหลังจากนั้นไม่นาน นพ.สรณ ได้รับหนังสือจาก ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีในขณะนั้น ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 180 ล้านบาท สำหรับโครงการต้นแบบระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลและข้อมูลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี 5G
นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามต่อกรณีที่ นพ.สรณ ได้แต่งตั้ง ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานคณะอนุกรรมการพิจารณางบประมาณของสำนักงาน กสทช. และหลังได้รับหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ก่อนมีมติเห็นชอบงบ 180 ล้านบาท และที่ประชุม กสทช. อนุมัติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565
ขณะเดียวัน ศ.นพ.ปิยะมิตร ยังได้รับการแต่งตั้งจาก นพ.สรณ ให้เป็นอนุกรรมการ USO ของ กสทช. ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ขณะที่ในปี 2566 กสทช. ในช่วงที่ นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งประธาน ยังมีความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในอีกหลายโครงการ
ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำถามต่อสาธารณะว่า การที่ข้อมูลซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ยังไม่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการตามที่มีการร้องขอ เกิดจากข้อจำกัดด้านขั้นตอน กฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล เหตุผลภายในของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล หรือมีประเด็นอื่นที่ควรได้รับการชี้แจงเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดีอาจมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ หรือขั้นตอนภายใน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงครบถ้วน และไม่เกิดข้อสงสัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของสถาบัน
ในสถานการณ์ที่ชื่อของสถาบันแพทย์ระดับประเทศอย่างรามาธิบดีถูกเชื่อมโยงกับกระบวนการตรวจสอบตำแหน่งสำคัญขององค์กรอิสระ การชี้แจงอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาจึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถามของคณะกรรมาธิการเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะต่อมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี และกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดีจะชี้แจงเหตุผลของการยังไม่ส่งข้อมูลอย่างไร และจะทำให้สังคมมั่นใจได้เพียงใดว่า กระบวนการตรวจสอบครั้งนี้จะเดินหน้าอย่างครบถ้วน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
