DR อ้างอิง Micron พุ่งยกแผง! รับงบแกร่ง-ภาวะ Memory ขาดแคลน

Micron ราคาช่วงหลังซื้อขายพุ่ง 15% หลังงบ Q3 โตแรง ดัน DR ไทย MICRON80, MICRON01, MICRON03, MICRON19 และ MICRON23 ขึ้นแรง สะท้อนแรงเก็งกำไรและภาวะชิปขาดแคลนในยุค AI หนุนความเชื่อมั่นตลาด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 มิ.ย. 2569) ราคาหุ้นบริษัท Micron Technology (MU) ที่ซื้อขายในตลาดแนสแด็ก สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวล่าสุดปิดตลาดที่ระดับ 1,048.51 ดอลลาร์ ลดลง 3.26 ดอลลาร์ หรือ 0.31% อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปิดตลาด (After Hours) ราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,211.56 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 163.05 ดอลลาร์ หรือ 15.55%

ขณะเดียวกัน ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ราคาหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ (DR) ที่อิงกับหุ้น Micron Technology มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถ้วนหน้า โดยมี DR ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ MICRON80, MICRON01, MICRON03, MICRON19 และ MICRON23

โดย ณ เวลา 10:12 น. ตามเวลาไทย MICRON80 ซึ่งอ้างอิงโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ราคาอยู่ที่ 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 9.59% มูลค่าการซื้อขาย 70.15 ล้านบาท

MICRON01 ซึ่งอ้างอิงโดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ราคาอยู่ที่ 25.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.20 บาท หรือ 9.65% มูลค่าการซื้อขาย 212.31 ล้านบาท

MICRON03 ซึ่งอ้างอิงโดยบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ราคาอยู่ที่ 13.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.30 บาท หรือ 10.66% มูลค่าการซื้อขาย 7.81 ล้านบาท

MICRON19 ซึ่งอ้างอิงโดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ราคาอยู่ที่ 26.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 11.46% มูลค่าการซื้อขาย 39.33 ล้านบาท

MICRON23 ซึ่งอ้างอิงโดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ราคาอยู่ที่ 8.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 9.52% มูลค่าการซื้อขาย 21.95 ล้านบาท

รายงานจากบทวิเคราะห์ KS Strategy ระบุว่า บริษัท Micron Technology (MU) รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) ไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 25.04 ดอลลาร์ เติบโต 1,385% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดราว 23% โดยมีแรงหนุนจากรายได้ที่เติบโต 346% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และ 74% จากไตรมาสก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาด 17%

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 84.6% สูงกว่าคาดที่ 81.8% โดยรายได้ DRAM เติบโต 67% จากไตรมาสก่อน จาก Bit growth 3% และ ASP growth 62% ส่วน NAND เติบโต 99% จากไตรมาสก่อน จาก Bit growth 5% และ ASP growth ราว 85% สะท้อนภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ (Memory shortage) ในยุค AI ซึ่งคาดว่ายังคงตึงตัวต่อเนื่องไปจนเกินปี 2570

ทั้งนี้ รายได้กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่ 25 พันล้านดอลลาร์ และมี ARR มากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทได้ลงนามข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ (SCA: Strategic Customer Agreement) เพิ่มเป็น 16 ราย จากเดิม 1 ราย ครอบคลุมลูกค้ารายใหญ่ 4 ราย และรายกลาง 3 ราย สัญญาส่วนใหญ่มีอายุ 5 ปี (2569–2573)

ปัจจุบัน SCA คิดเป็นราว 20% ของการส่งมอบ DRAM และประมาณ 1 ใน 3 ของ NAND shipment หรือราว 25% ของรายได้รวม โดยมีโครงสร้างราคาทั้งแบบ fixed price, price band และ ceiling price อ้างอิงราคาไตรมาส 4/2569 ขณะที่สัดส่วนรายได้ภายใต้ fixed price และ ceiling price คิดเป็นประมาณ 40%

บริษัทประเมินว่า floor price จะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงกว่าระดับ peak เดิมราว 60% ขณะเดียวกันสัญญา SCA ยังมีความแข็งแรงจากเงินฝากแบบไม่จำกัด (unrestricted cash deposit) รวมกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ลักษณะ Take-or-Pay Agreement ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านอุปสงค์และสนับสนุนการลงทุน CAPEX ขนาดใหญ่ของบริษัท

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 บริษัทคาดรายได้ 50 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 342% YoY สูงกว่าตลาดคาด 18% โดยคาดอัตรากำไรขั้นต้นที่ 86% และ EPS ที่ 31 ดอลลาร์ ขณะที่ CAPEX ไตรมาสถัดไปอยู่ที่ 10 พันล้านดอลลาร์ และทั้งปี 2027 คาดไม่ต่ำกว่า 40 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการขยายโรงงานผลิตใหม่

ด้านแผนการผลิต บริษัทเตรียมเดินหน้า Fab ใหม่ ได้แก่ ID1, ID2 และโรงงานในนิวยอร์ก รวมถึง Tongluo โดยคาดว่า ID1 และ Tongluo จะเริ่มผลิตในช่วงครึ่งหลังปี 2570 ขณะที่ ID2 จะเริ่มผลิตในช่วงครึ่งหลังปี 2571 พร้อมเตรียมส่งมอบเทคโนโลยี 1-gamma DRAM และ G9 NAND ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2570

บริษัทระบุว่า HBM4 จะเร่งการผลิต (ramp up) เร็วกว่า HBM3E และอาจกลายเป็น node ที่มีปริมาณการผลิตสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยตั้งเป้าส่วนแบ่ง HBM ใกล้เคียงกับ DRAM โดยรวม เพื่อบริหารสมดุลซัพพลายระหว่างผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ดี แม้บริษัทคาดว่ากำลังการผลิตในอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นในปี 2571 แต่ยังมองว่าอุปสงค์จะยังไม่ถูกตอบสนองทั้งหมด จากข้อจำกัดด้านการขยายโรงงาน เทคโนโลยีที่ทำให้ bit growth ลดลงต่อ node และข้อจำกัดของ cleanroom ซึ่งยังเป็นคอขวดหลัก ขณะที่อุตสาหกรรมมีการโยกย้ายกำลังการผลิต NAND ไปยัง DRAM ส่งผลให้ NAND ยังอยู่ในภาวะตึงตัว

KS Strategy ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจหนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและค่า PE ของ MU จากการเปลี่ยนภาพอุตสาหกรรมหน่วยความจำจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่มีความจำเป็นในยุค AI ขณะที่ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ Forward PE 12 เดือนราว 10 เท่า

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ตลาดจับตาคือผลกระทบของโครงสร้างสัญญา SCA ในช่วงวัฏจักรราคาขาลง รวมถึงความยั่งยืนของอัตรากำไรขั้นต้นหลังแตะระดับ 86% ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์

ขณะที่บทวิเคราะห์ BLS Global Investing ระบุว่า บริษัท Micron Technology (MU) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายได้อยู่ที่ 41.5 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 25.11 ดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการของตลาด ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ทำสถิติสูงสุดที่ 84.9% สะท้อนความแข็งแกร่งของอำนาจการกำหนดราคา (pricing power) ในกลุ่ม DRAM และ NAND ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นราว 16% หลังปิดตลาด

ทั้งนี้ BLS ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่มีน้ำหนักมากกว่าผลประกอบการ คือแนวโน้ม (guidance) ไตรมาส 4/2569 ที่บริษัทคาดรายได้ราว 50 พันล้านดอลลาร์ และ EPS ราว 31 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าไตรมาส 3/2569 เป็นเพียงไตรมาสที่แข็งแกร่ง หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับประมาณการกำไร (EPS revision) ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทมีการลงนามข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ (Strategic Customer Agreements) จำนวน 16 ราย พร้อมภาระผูกพันทางการเงินและเงินฝากรวมราว 22,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยสะท้อนภาพรอบการเติบโตของตลาด AI Memory ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของวัฏจักรธุรกิจแบบ boom-bust ในระยะถัดไป

BLS Global Investing ระบุเพิ่มเติมว่า ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ MICRON01 จากปัจจัยสนับสนุนทั้งผลประกอบการที่ดีกว่าคาด แนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง และภาพวัฏจักรอุตสาหกรรมที่ชัดเจนมากขึ้น แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงแล้ว และอาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่การปรับขึ้นรอบนี้มีความแข็งแกร่งกว่ากรณี sell on fact ทั่วไป เนื่องจากทั้งตัวเลขผลประกอบการ แนวโน้มกำไร และสัญญาณการล็อกซัพพลายจากลูกค้าล้วนออกมาสนับสนุนทิศทางเชิงบวกพร้อมกัน

Back to top button