“ไทย-ฟิลิปปินส์” จ่อขึ้นแท่น “ดาวรุ่ง” ห่วงโซ่อุปทานโลก รับเทรนด์ย้ายฐานผลิต

“ไทยและฟิลิปปินส์” มีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางกระแสบริษัทข้ามชาติเร่งกระจายฐานการผลิต ลดความเสี่ยงซัพพลายเชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 มิ.ย. 2569) อ้างอิงจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานของ Verisk Maplecroft บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านความเสี่ยงจากสหราชอาณาจักร ระบุว่า ประเทศไทยและฟิลิปปินส์มีศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางแนวโน้มที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงต้นทุนและประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

รายงานระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และละตินอเมริกาหลายแห่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต เนื่องจากท่าเรือและสนามบินสำคัญของโลกกว่า 1 ใน 3 มีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักจากความขัดแย้งทางการเมือง สงคราม ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความไม่มั่นคงภายในประเทศ ส่งผลให้ความยืดหยุ่นด้านการค้าลดลงในกว่า 150 ประเทศ หรือราว 90% ของมูลค่าการค้าทั่วโลก

สำหรับฟิลิปปินส์ รายงานระบุว่า แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและกรณีอื้อฉาวด้านคอร์รัปชันที่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่ยังคงมีศักยภาพในระยะยาว จากแรงงานวัยหนุ่มสาวที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมบริการและเอาต์ซอร์สซิง รวมถึงความพยายามปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการลงทุน

ขณะที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ไทยมีความพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมมูลค่าสูง แม้ยังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรสูงวัยและต้นทุนแรงงาน

ทั้งนี้ Verisk Maplecroft ประเมินว่า แม้ไทยและฟิลิปปินส์ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง แต่ยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก หากสามารถใช้จุดแข็งด้านกฎระเบียบ ความเปิดกว้างของตลาด และศักยภาพแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก และบราซิล ก็ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลกเช่นกัน แต่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Back to top button