
ผู้ประกอบการในระบบภาษีกระอัก วอนรัฐปรับ “ไทยช่วยไทยพลัส” หลังยอดขายวูบ
ไทยช่วยไทยพลัสอาจทำให้เงินสะพัดเกือบ 3.8 หมื่นล้านบาท แต่ผู้ประกอบการในระบบภาษีกลับตั้งคำถามว่า มาตรการรัฐช่วยทั่วถึงจริงหรือไม่ หลังร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และร้านค้าปลีกบางส่วนสะท้อนยอดขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และเข้าไม่ถึงสิทธิ เพราะติดเกณฑ์รายได้ ขณะที่ยังต้องแบก VAT ประกันสังคม ค่าแรง และการจ้างงานจริง ภาคค้าปลีกและเอสเอ็มอีจึงเสนอรัฐปรับเกณฑ์ กระจายโอกาส และใช้มาตรการนี้ดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างยั่งยืน
แม้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ร้านค้าปลีก และ SMEs ที่อยู่ในระบบภาษี กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น หลังลูกค้าบางส่วนหันไปใช้สิทธิกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ร้านที่จดทะเบียนถูกต้อง ทำบัญชี เสียภาษี และมีลูกจ้างจริง กลับเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ
ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส มียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 37,872 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบจากภาครัฐ 21,837 ล้านบาท และเงินจากประชาชน 16,034 ล้านบาท ขณะที่ยังมีวงเงินเหลืออีกราว 100,000 ล้านบาท จากกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไม่เกิน 120,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการร่วมจ่ายสามารถเร่งกำลังซื้อได้จริงในระยะสั้น แต่คำถามสำคัญคือ เม็ดเงินจากโครงการกระจายถึงผู้ประกอบการทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งต้องแบกต้นทุนภาษี ค่าแรง ประกันสังคม ค่าเช่า ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล
หนึ่งในจุดที่ถูกจับตา คือเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการที่กำหนดให้ร้านค้านิติบุคคลต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย แม้ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีพนักงานไม่มาก และกำลังประคองกิจการ กลับไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ เพราะมีรายได้เกินเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
ในมุมของภาคเอสเอ็มอี นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่า ไทยช่วยไทย พลัส เป็นแนวคิดที่ดีและมีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายย่อย แต่ในเฟสถัดไป รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้กระจายโอกาสมากขึ้น ไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวเฉพาะบางกลุ่ม จนอาจกระทบยอดขายของผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง
นายแสงชัยเสนอว่า รัฐบาลควรออกแบบสัดส่วนการใช้จ่ายให้เกิดดุลยภาพ เช่น แนวทาง 60:40 หรือเปิดให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิกับทั้งร้านค้ารายย่อย ร้านค้าที่เป็นนิติบุคคล ห้างท้องถิ่น ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่อยู่ในระบบ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนอย่างสมดุล ไม่ใช่ช่วยกลุ่มหนึ่งแต่ซ้ำเติมอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
อีกประเด็นสำคัญที่นายแสงชัยเสนอ คือการใช้ไทยช่วยไทย พลัส เป็นจุดเริ่มต้นในการดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างยั่งยืน โดยรัฐควรทำให้การเข้าสู่ระบบไม่ใช่เพียง “ภาระ” แต่เป็น “โอกาส” ที่ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์ชัดเจน ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ การลดต้นทุน การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนจากรัฐ
ข้อเสนอเชิงโครงสร้างที่ควรพิจารณา ได้แก่ การจัดระบบ VAT ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง ลดช่องว่างของระบบภาษีเหมาจ่าย และสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการนอกระบบกล้าเข้าสู่ระบบ โดยไม่หวาดกลัวภาระย้อนหลังจนเกินไป
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด “สลากใบเสร็จ” หรือ “สลากแวต” เพื่อจูงใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ออกใบเสร็จอย่างถูกต้อง รวมถึงโมเดล “ภาษีคนละครึ่ง” สำหรับรายย่อยที่ยอมเข้าสู่ระบบ เช่น แบ่งภาษีบางส่วนกลับคืนให้ผู้ประกอบการในรูปแบบ Digital Wallet เพื่อนำไปใช้พัฒนาธุรกิจ ลดภาระดอกเบี้ย หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ประกอบการ
ในระยะยาว รัฐบาลควรผลักดันระบบชำระเงินดิจิทัลและสังคมไร้เงินสดอย่างจริงจัง เพื่อสร้าง Digital Footprint ทางการเงิน ช่วยให้รัฐมีข้อมูลที่แม่นยำขึ้น และทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นระบบมากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เอื้อต่อรายย่อย เช่น ระบบ Tax ID ที่ใช้งานง่าย ระบบเชื่อมโยงข้อมูลต้นทุนต่ำ และเครื่องมือช่วยทำบัญชีที่ไม่ซับซ้อน
อีกโจทย์สำคัญคือ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบประกันสังคม โดยรัฐอาจพิจารณาสนับสนุนเงินสมทบฝั่งนายจ้างบางส่วนในช่วงเริ่มต้น เพื่อช่วยให้ธุรกิจรายย่อยกล้าจ้างงานอย่างเป็นทางการมากขึ้น และทำให้แรงงานในภาค SMEs ได้รับความคุ้มครองที่มั่นคงกว่าเดิม
ข้อเสนอของนายแสงชัยสะท้อนว่า ไทยช่วยไทย พลัส ควรถูกยกระดับจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น ไปสู่เครื่องมือจัดระเบียบเศรษฐกิจฐานราก ทั้งการกระจายโอกาส ดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี และสร้างแรงจูงใจให้รายย่อยเติบโตอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน สัญญาณจากภาคค้าปลีกก็ยิ่งตอกย้ำว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการเผชิญไม่ได้มีเพียงยอดขายที่ชะลอตัว แต่ยังรวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และความกังวลว่าเม็ดเงินจากมาตรการรัฐอาจยังไม่กระจายถึงธุรกิจทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก หรือ Retail Sentiment Index: RSI ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งจัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ตัวเลขปรับลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบและทุกประเภทร้านค้า สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไทยยังอ่อนแรง ขณะที่ต้นทุนของผู้ประกอบการ ทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ ยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นราว 15-20% ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเตรียมทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นไม่เกิน 5% ในหลายหมวดหมู่ สะท้อนภาวะ Cost-Push Inflation หรือต้นทุนผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ขณะที่อำนาจซื้อของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
แม้ความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน จะปรับตัวดีขึ้นจากความคาดหวังว่าไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยประคองกำลังซื้อในระยะสั้น แต่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยยังมองว่า มาตรการควรปรับให้ครอบคลุมมากขึ้น ผ่านแนวทาง “ขยาย-สร้าง-รักษา”
แนวทางดังกล่าวหมายถึง “ขยาย” สิทธิให้ครอบคลุมร้านค้าทุกขนาดที่จดทะเบียนภาษีถูกต้อง “สร้าง” แรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี และ “รักษา” สมดุลการจ้างงาน ไม่ให้ธุรกิจในระบบที่มีลูกจ้างจำนวนมากต้องซบเซาจนกระทบแรงงานในวงกว้าง
ท้ายที่สุด ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ควรถูกวัดความสำเร็จจากยอดใช้จ่ายสะสมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการกระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง รักษาการจ้างงาน และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเติบโตในระบบเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง
เพราะหากมาตรการรัฐทำให้เงินสะพัด แต่ผู้ประกอบการในระบบภาษีกลับยอดขายวูบ ต้นทุนพุ่ง และเข้าไม่ถึงสิทธิ คำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ ไทยช่วยไทย พลัส กำลังช่วยเศรษฐกิจได้ทั่วถึงจริงหรือไม่
หากรัฐสามารถปรับมาตรการให้ครอบคลุมธุรกิจในระบบภาษี กระจายสิทธิอย่างเป็นธรรม เปิดกว้างระบบชำระเงินดิจิทัล และเปลี่ยนแรงจูงใจด้านภาษีให้เป็นโอกาส ไทยช่วยไทย พลัส อาจไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จะกลายเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและ SMEs ไทยอย่างยั่งยืน

