
“หุ้นเอเชีย” เปิดลบ หวั่นศึกสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ ดันน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสูง
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดแดนลบ หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ขณะที่เตหะรานประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันพุ่งกว่า 3% จุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อทั่วโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลงในวันนี้ (13 ก.ค.69) หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมารุนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางรายงานการโจมตีรอบใหม่ของกองกำลังสหรัฐฯ ต่อพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 3% ในช่วงเช้าวันนี้ และสร้างความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจกลับมาเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาค ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 68,410.63 จุด ลดลง 147.10 จุด หรือ 0.21% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 24,157.65 จุด ลดลง 17.47 จุด หรือ 0.07%
ด้านดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,966.02 จุด ลดลง 30.14 จุด หรือ 0.75% ขณะที่ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 2.47% และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.20%
เพรส ทีวี สื่อของรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งในช่วงเช้าวันนี้ในเมืองท่าซีริก บันดาร์อับบาส และจาสก์ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดฮอร์โมซกันทางตอนใต้ของอิหร่าน
ภายหลังเกิดเหตุระเบิด กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ของอิหร่าน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.69 ว่า อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการแทรกแซงในภูมิภาคตะวันออกกลาง
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 3.70% แตะระดับ 78.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI เพิ่มขึ้นกว่า 3% แตะระดับ 74.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก หากการขนส่งได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และตลาดการเงินทั่วโลกในระยะต่อไป
