สศช. ดึงยอดผลิต 8 แสนล้านเข้าระบบ หลังนายกฯ สั่งทบทวน GDP “เอกนิติ” ย้ำยึดตัวเลขจริง

“ดนุชา” แจง “อนุทิน” สั่งทบทวน GDP มุ่งสะท้อนจริง ปัดแต่งตัวเลขโต เล็งปรับดัชนีอุตสาหกรรมเป็นระบบลูกโซ่ ดึงยอดผลิตอิเล็กทรอนิกส์ตกหล่น 800,000 ล้านบาทเข้าระบบ คาดชัดเจนทันประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ Q3/69 ด้าน “เอกนิติ” ย้ำยึดตัวเลขจริง ป้องกันคาดการณ์-แก้ปัญหาเศรษฐกิจผิดทาง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ทบทวนการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หลังพบข้อสังเกตว่าตัวชี้วัดด้านการส่งออกและอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวดีขึ้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจกลับเติบโตต่ำ ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เตรียมปรับปรุงระบบดัชนีอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อดึงมูลค่าการผลิตกว่า 800,000 ล้านบาทเข้าระบบ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้เร่งหรือแก้ตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น เพื่อกลบปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เป็นเพียงการคาดหวังให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องและแม่นยำที่สุด เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ การศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ในช่วง 6–7 เดือนที่ผ่านมา มีความคลาดเคลื่อนของระบบดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดิม ซึ่งมีกลุ่มโรงงานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ประมาณ 4–5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าการผลิตสูงถึงราว 800,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ถูกนำเข้านับรวมในการคำนวณดัชนีดังกล่าว

สำหรับปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความผิดของภาคเอกชน แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบคำนวณเดิมที่ยึดปีฐานคงที่ ณ ปี 2564 ซึ่งโรงงานและผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงานในช่วงนั้น ทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่นในการรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

ดังนั้น ทางหน่วยงานจะปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณมาใช้ ระบบดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) โดยเปรียบเทียบข้อมูลกับปีก่อนหน้า และปรับการกำหนดน้ำหนัก (Weight) ในภาคการผลิตไปตามข้อมูลการผลิตจริงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ไทยใช้คำนวณ GDP อยู่แล้ว และเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวและมีข้อมูลที่แม่นยำขึ้น

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นการปรับปรุงดัชนีข้อมูลภาคอุตสาหกรรมรอบใหม่น่าจะมีความชัดเจนทางตัวเลข GDP ในงวดไตรมาส 3/2569 และมองว่ามูลค่าการผลิต 800,000 ล้านบาทที่เพิ่มเข้ามาจะส่งผลบวกต่อ GDP ไม่น้อย แต่ภาพรวมจะปรับขึ้นหรือลงยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักอย่างภาคเกษตรและภาคบริการประกอบด้วย

นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับสถานการณ์การอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศได้

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ระดับตัวเลข GDP จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้นไม่สำคัญเท่ากับความถูกต้องของข้อมูล เพราะผู้กำหนดนโยบายเปรียบเสมือนหมอวินิจฉัยโรค หากเครื่องมือวัดหรือตัวเลขเศรษฐกิจคลาดเคลื่อน จะส่งผลให้การวินิจฉัยโรคผิดและสั่งยาแก้ปัญหาผิดทาง ดังนั้นการรู้จุดที่เป็นปัญหาจริง เช่น กรณีเศรษฐกิจดีแต่ไม่กระจายตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

Back to top button