ตลาด DR ไทยพุ่ง 7 หมื่นล้าน KTB เตือนลงทุนรายตัวเสี่ยงสูง เตรียมส่ง 3 DR80 ดันพอร์ต

แบงก์กรุงไทย (KTB) เผยอุตสาหกรรมตลาด DR ไทยล่าสุดมีมูลค่าสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท แต่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่ม Satellite หรือลงหุ้นรายตัว สูงถึง 99% ขณะที่ลงทุนใน Core Portfolio เพียง 1% เสี่ยงพอร์ตผันผวน แนะกระจายพอร์ต ชู SP500US80, NIKKE180 และ SPTECH80 เสริมแกร่งพอร์ต รับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง


นายต่อตระกูล สัตยาประเสริฐ Head of Structuring and Products Development ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยภายในงาน “The WINDOW to GLOBAL MARKET” ซึ่งจัดโดยบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด (TRINITY) ว่า ภาพรวมตลาดการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยความผันผวนจะเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ พร้อมแนะนำให้จัดพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Core Portfolio เพื่อสร้างเสถียรภาพของผลตอบแทนในระยะยาว

ปัจจุบันธนาคารกรุงไทยมีผลิตภัณฑ์ Depositary Receipt (DR) ภายใต้แบรนด์ “DR80” จำนวน 113 หลักทรัพย์ จาก DR ทั้งตลาด 492 รายการ หรือคิดเป็นเกือบ 300 หลักทรัพย์หากนับแบบไม่ซ้ำกัน ครอบคลุมสินทรัพย์การลงทุนทั่วโลก ทั้งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม Healthcare และ Pharma สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมัน รวมถึงหุ้นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และกองทุน ETF ที่ร่วมกับผู้จัดการกองทุนระดับโลกอย่าง State Street (State Street Global Advisors (SSGA))

นายต่อตระกูล กล่าวว่า มูลค่าการลงทุนใน DR ของไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาท แต่พบว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในหุ้นรายตัวหรือหุ้นเฉพาะกลุ่ม (Satellite Portfolio) สูงถึง 99% ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์หลัก (Core Portfolio) เช่น ดัชนี S&P 500 หรือ Nikkei 225 มีสัดส่วนเพียง 1% และหากรวม Nasdaq ด้วยจะเพิ่มเป็นเพียง 3% เท่านั้น

“การลงทุนที่กระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม Satellite ทำให้พอร์ตมีความผันผวนสูง หากตลาดปรับฐานจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก นักลงทุนจึงควรมี Core Portfolio เป็นฐานของพอร์ต เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงในระยะยาว” นายต่อตระกูลกล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Core Portfolio ซึ่งเน้นการลงทุนระยะยาวผ่านดัชนีสำคัญ เช่น S&P 500 ได้แก่ SP500US80 และ Nikkei 225 คือ NIKKE180  รวมถึงกลุ่ม Alpha หรือ Satellite เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม ผ่านธีมการลงทุนอย่าง AI เทคโนโลยี หุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และหุ้น China A-Shares และกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare ซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโตจากนวัตกรรมยาและการควบรวมกิจการของบริษัทเวชภัณฑ์ขนาดใหญ่ DR80 แนะนำ SPTECH80

นายต่อตระกูล กล่าวว่า ภายใต้ภาวะตลาดที่มีความผันผวน นักลงทุนไม่ควรตัดสินใจถอนเงินออกจากตลาดทั้งหมด แต่ควรปรับเปลี่ยนธีมการลงทุนหรือทำ Sector Rotation ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรักษาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเมื่อภาวะตลาดกลับมาฟื้นตัวในอนาคต

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือระดับเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งผลให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อไป

นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐยังส่งสัญญาณว่าจะไม่ให้คำแนะนำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย แต่จะพิจารณาตามข้อมูลเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวนจากการคาดการณ์ของนักลงทุน ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ในอดีตมักทำให้ดัชนี S&P 500 มีความผันผวนสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

Back to top button