“พบชัย” มอง SET แกว่งไซด์เวย์ รอผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ชู AAV-THAI-GPSC-BGRIM เด่น

“พบชัย” นักกลยุทธ์ InnovestX ประเมิน SET วันนี้ แกว่งตัวในกรอบ 1,510-1,525 จุด จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. หากเกิดรัฐบาลแบ่งขั้ว อาจหนุนเงินทุนไหลกลับหุ้นไทย พร้อมชู AAV-THAI-GPSC-BGRIM และหุ้น Defensive กลุ่มแบงก์-โรงพยาบาล-ค้าปลีก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 พ.ย. 2569) นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นโลกและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยประเมินดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 1,510 จุด และแนวต้าน 1,525 จุด

สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คาดว่าจะเริ่มทราบผลเบื้องต้นในช่วงเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย โดยผลสำรวจความคิดเห็นก่อนการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และอาจรวมถึงวุฒิสภา ซึ่งหากเป็นไปตามคาดจะนำไปสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้วทางการเมือง (Divided Government) ส่งผลให้อำนาจการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น

ทั้งนี้ จากสถิติการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ย้อนหลัง 20 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พบว่าพรรคการเมืองที่เคยครองเสียงข้างน้อยมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรประมาณ 90% ขณะที่โอกาสเปลี่ยนขั้วเสียงข้างมากในวุฒิสภาอยู่ที่ประมาณ 70% สะท้อนแนวโน้มที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักต้องการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลในช่วงครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี

นายพบชัยกล่าวว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกต่อภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว เนื่องจากช่วยจำกัดการดำเนินนโยบายที่อาจสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน โดยจากสถิติที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% ภายในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และเพิ่มขึ้นประมาณ 12-14% ภายในระยะเวลา 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันทิศทางตลาดในอนาคต

ส่วนตลาดหุ้นไทยประเมินว่าอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเลือกตั้งดังกล่าว แต่มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของบรรยากาศการลงทุนและกระแสเงินทุนต่างชาติ หากความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ ลดลง อาจกระตุ้นให้นักลงทุนกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้มีการโยกย้ายเงินทุนบางส่วนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย

สำหรับปัจจัยที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก หลังเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงานของรัฐบาล ซึ่งต้องรอความชัดเจนของมาตรการในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม มองว่าหุ้นบางกลุ่มอาจปรับตัวลดลงรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) หากความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางทะเลและทางอากาศ ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ โดยหากสถานการณ์ไม่รุนแรงตามที่ตลาดกังวล อาจเห็นแรงซื้อกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

สำหรับหุ้นรายตัว นายพบชัยให้ความสนใจ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเมินว่าแรงขายส่วนหนึ่งเกิดจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ประกอบกับบรรยากาศเชิงลบของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 3 ของ DELTA ได้รับผลกระทบจากการบันทึกรายการขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลัง (Inventory) ซึ่งเป็นผลจากการจัดซื้อชิ้นส่วนและวัตถุดิบล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการสำรองวัตถุดิบดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนการผลิตและการส่งมอบสินค้าในระยะถัดไป โดยนักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2569 มีโอกาสฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลับมาขยายตัวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามที่ประเมินไว้

นอกจากนี้ แนวโน้มกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ DELTA ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตในปี 2569 ประมาณ 34% และปี 2570 อีก 42% สะท้อนโอกาสการขยายตัวของธุรกิจในระยะยาว แม้ราคาหุ้นในระยะสั้นยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดเทคโนโลยีโลก

นายพบชัยประเมินว่า การปรับตัวลดลงของ DELTA ในช่วงที่ผ่านมาอาจรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการในไตรมาส 4 และการเติบโตของกำไรในปีถัดไป ทำให้ราคาหุ้นบริเวณใกล้ 200 บาทเริ่มมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงและต้องการลงทุนเพื่อรอการฟื้นตัวของผลประกอบการ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของบรรยากาศการลงทุนภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้แก่ หุ้นสายการบิน บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง หากความตึงเครียดระหว่างประเทศผ่อนคลายลง

รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ได้แก่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวหากความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลง

ส่วนกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH รวมถึงกลุ่มค้าปลีก บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ซึ่งมีลักษณะธุรกิจค่อนข้างมั่นคงและอาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอน

Back to top button