BAY กำไร Q2 ทรงตัว 8.29 พันล้านบาท หลังตั้งสำรอง-ค่าใช้จ่ายเพิ่ม

BAY เผยกำไรไตรมาส 2/69 ทรงตัวที่ 8.29 พันล้านบาท แม้รายได้รวมโต 11.4% หลังตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) เพิ่ม 10.4% และค่าใช้จ่ายดำเนินงานพุ่ง 16.8% ขณะที่กำไรครึ่งปีแรกโต 6.84% แตะ 1.69 หมื่นล้านบาท


ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานงบไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรกของปี 69 มีกำไรสุทธิลดลงดังนี้

สำหรับ BAY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,293.94 ล้านบาท ลดลง 0.02% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,295.37 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากรายได้จากการดำเนินงานเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 42,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% จากไตรมาส 2/2568 ซึ่งอยู่ที่ 37,825 ล้านบาท

การเติบโตของรายได้ในไตรมาสนี้ได้รับปัจจัยหนุนหลักมาจากทั้งสองส่วนธุรกิจ ได้แก่:

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ: อยู่ที่ 28,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จาก 25,926 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย: อยู่ที่ 13,387 ล้านบาท เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 12.5% จาก 11,899 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ในด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 19,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ อยู่ที่ 22,802 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากไตรมาส 2/2568 ซึ่งอยู่ที่ 21,272 ล้านบาท

เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ธนาคารได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ในไตรมาสนี้จำนวน 11,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จาก 10,290 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 จากการบริหารจัดการต้นทุนและรายเบี้ยรับที่สมดุล

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 16,911.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.84% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 15,828.85 ล้านบาท

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือรายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 16.91 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล

ภายใต้ยุทธศาสตร์การเติบโตสินเชื่อในปี 2569 ของธนาคาร สินเชื่อในครึ่งปีแรกเติบโตอย่างต่อเนื่องจากพอร์ตในประเทศและอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มลูกค้าอาเซียน ซึ่งเติบโต 6.0% และ 5.1% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ตามลำดับ

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 กำไรสุทธิ จำนวน 16,912 ล้านบาท สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.8% หรือจำนวน 1,083

ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล

เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.4% หรือจำนวน 8,041 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ภายใต้ยุทธศาสตร์การขยายตัวของสินเชื่อปี 2569 ของธนาคาร การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศโดยเฉพาะธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และในภูมิภาคอาเซียน โดยพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าในอาเซียนเติบโต 6.0% และ 5.1% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ตามลำดับ

เงินรับฝาก ลดลง 2.8% หรือจำนวน 49,269  ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของเงินฝากประจำที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะเงินฝากอายุไม่เกินหนึ่งปี ซึ่งถูกชดเชยผลบางส่วนจากการเติบโตของเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของธนาคารในการบริหารงบดุลและสภาพคล่องเชิงรุก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและลดต้นทุนทางการเงิน

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.60% จาก 4.14% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อ ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการรวมพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงของ TIDLOR และการเติบโตธุรกิจในอาเซียนที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงสะท้อนการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สอดคล้องกับภาวะตลาด

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 15.4% หรือจำนวน 3,667 ล้านบาท จากช่วงครึ่งแรกของปี 2568

ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หนี้สูญรับคืน ซึ่งรวมถึงโครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” และกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 45.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยกรุงศรียังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นที่ 3.08% จาก 3.26%

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 236 เบสิสพอยท์ และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 137.9%

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.20%

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรี กรุ๊ป สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปี 2569 ของกรุงศรีที่ประกอบด้วย การเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพที่มุ่งเน้นเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม การบริหารงบดุลที่มีประสิทธิภาพ การบริหารค่าใช้จ่ายที่เข้มงวด และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง”

“การเติบโตของธุรกิจในประเทศได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง รวมถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน สินเชื่อในภูมิภาคอาเซียนยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดี ซึ่งช่วยตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคที่กว้างขวางของกรุงศรี กรุ๊ป และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานโดยรวมของธนาคาร”

“สำหรับช่วงที่เหลือของปี แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในระดับที่จำกัด แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะสั้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบหลายประการ ได้แก่ (1) ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (2) ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ (3) ความท้าทายจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (4) ผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญ และ (5) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทดังกล่าว กรุงศรีประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 1.9% สำหรับปี 2569 ซึ่งชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568”

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.94 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.69 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.59 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 332.60 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.20% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 15.95%

Back to top button