
ดักเก็บ 26 หุ้น ราคา Laggard ชู “P/E–P/BV” ต่ำ รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง
สแกน 26 หุ้น SET100 ราคา Laggard ชู “P/E–P/BV” ต่ำ นำโดย RCL-SPRC-TOP-GFPT-SIRI เด่น รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวฟื้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ล่าสุด ณ วันที่ 20 ก.ค.69 ปิดที่ระดับ 1,646 จุด เพิ่มขึ้น 386.33 จุด หรือประมาณ 30.67% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค.68 และสามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังพบหุ้นพื้นฐานในกลุ่ม SET100 หลายบริษัทที่ซื้อขายในระดับต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น หรือมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า ขณะเดียวกันยังมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำกว่าเกณฑ์ตลาดที่ประมาณ 17.50 เท่า สะท้อนว่าราคาหุ้นบางส่วนยังอยู่ในระดับน่าสนใจสำหรับการลงทุนเชิงคุณค่า
จากการสำรวจข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ค.69 พบหุ้น SET100 ที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจำนวน 26 หลักทรัพย์ ได้แก่ TU, AEONTS, PTT, KBANK, AAV, TCAP, AWC, SCC, LH, BCP, BLA, SPRC, RATCH, BCPG, CPF, TOP, BBL, IRPC, GFPT, SPALI, AP, SIRI, BAM, BJC, QH และ RCL
สำหรับหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำที่สุด 5 อันดับแรก อันดับหนึ่ง ได้แก่ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL ราคาปิด 33.25 บาท มีค่า P/E เพียง 3.54 เท่า และ P/BV 0.48 เท่า เทียบกับมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 68.95 บาท
อันดับสอง บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ราคาปิด 9.25 บาท มีค่า P/E 4.35 เท่า และ P/BV 0.86 เท่า เทียบกับมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 10.77 บาท
อันดับสาม บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาปิด 62.75 บาท มีค่า P/E 4.59 เท่า และ P/BV 0.72 เท่า ขณะที่มีมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 87.05 บาท
อันดับสี่ บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT ราคาปิด 9.85 บาท มีค่า P/E 5.33 เท่า และ P/BV 0.56 เท่า เทียบกับมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 17.59 บาท
อันดับห้า บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ราคาปิด 1.50 บาท มีค่า P/E 5.78 เท่า และ P/BV 0.52 เท่า ขณะที่มีมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 2.88 บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กระแสเงินลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย หลังนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาด SET ถึง 18 วัน จากทั้งหมด 19 วันทำการ โดยล่าสุดซื้อสุทธิอีกประมาณ 54.1 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียเกือบทุกประเทศ ยกเว้นเวียดนามและมาเลเซีย
นอกจากนี้ ตลาดยังมีความคาดหวังเชิงบวกจากรายงานข่าวเกี่ยวกับแผนเปิดตัวบัญชีการออมส่วนบุคคล ซึ่งอาจให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดรายละ 600,000 บาท โดยบล.กรุงศรีประเมินว่า เม็ดเงินใหม่ทุก 10,000 ล้านบาท มีโอกาสช่วยหนุนดัชนี SET ได้ประมาณ 25–30 จุด และเป็นบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นบิ๊กแคป
อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นมีค่า P/E และ P/BV ต่ำไม่ได้สะท้อนว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นทันที ผู้ลงทุนควรพิจารณาคุณภาพกำไร แนวโน้มธุรกิจ ภาระหนี้ กระแสเงินสด และวัฏจักรของแต่ละอุตสาหกรรมประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย


