
JPMorgan อัปเกรดตลาดหุ้นไทย เป้าดัชนี 1,800 จุด แนะเก็บ TRUE-BH-CPALL
เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) เพิ่มน้ำหนักลงทุนของตลาดหุ้นไทยขึ้นสู่ระดับ Neutral ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า กรณีฐานที่ 1,800 จุด และกรณีดีที่สุดแตะ 2,000 จุด พร้อมเลือก 7 หุ้นท็อปพิก TRUE, BH, DELTA, HANA, BBL, CPALL, MRDIYT เป็นหุ้นเด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกมุมมองการลงทุนที่ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด (Underweight) ที่มีต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนหน้านี้ และได้ปรับเพิ่มคำแนะนำขึ้นสู่ระดับปานกลาง (Neutral) โดยประเมินว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความมั่นคงมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจภายในประเทศ
การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นดังกล่าว ได้จุดประกายให้เกิดวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มผลักดันการเติบโตของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนและเพิ่มสภาพคล่องในระบบ นอกจากนี้ ในปัจจุบันกองทุนและนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยในระดับที่ต่ำ (Under-owned) ปัจจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง
ในรายงานยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก โดยเจพีมอร์แกนชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของงบลงทุน (Capex) ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยเพิ่มมูลค่า (Upside) ต่อการเติบโตของกำไรในกลุ่มบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
ทั้งนี้ เจพีมอร์แกนได้ยกให้ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เป็นหุ้นเด่นอันดับหนึ่ง (Top Pick) เนื่องจากบริษัทมีความเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จากธุรกิจ Data Center อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ถูกยกให้เป็นตัวเลือกสำคัญอันดับสอง จากความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจกับลูกค้ากลุ่ม AI ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทมีความโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เจพีมอร์แกนยอมรับว่าตลาดยังคงมีความเสี่ยงด้านลบจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งอาจเข้ามากดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนเชิงบวกด้านกำไรจากสถานการณ์ดังกล่าว
สำหรับประเด็นด้านอัตราเงินเฟ้อ แม้จะยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง แต่นักเศรษฐศาสตร์ของเจพีมอร์แกนคาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
ทางด้านความเคลื่อนไหวของค่าเงิน เจพีมอร์แกนมองว่าการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่เกิดขึ้นล่าสุด ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องกังวลหลัก ในทางตรงกันข้าม การอ่อนค่าดังกล่าวอาจช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และช่วยสนับสนุนรายได้จากการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น
เจพีมอร์แกนได้ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในกรอบระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า ไว้ที่ระดับ 1,400 จุด สำหรับสถานการณ์เลวร้าย (Bear), ระดับ 1,800 จุด สำหรับสถานการณ์ฐาน (Base) และระดับ 2,000 จุด สำหรับสถานการณ์ดีเลิศ (Bull) ตามลำดับ ซึ่งการประเมินเป้าหมายดัชนีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยขึ้นอีกราว 9% ในปีข้างหน้า
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน เจพีมอร์แกนให้น้ำหนักเชิงบวกในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), กลุ่มสื่อสาร, กลุ่มการเงิน และกลุ่มการแพทย์ (สุขภาพ) ขณะเดียวกันยังคงแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในกลุ่มสินค้าจำเป็นและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยมีรายชื่อหุ้นเด่นที่แนะนำให้เข้าลงทุน ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, DELTA, HANA, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT

