
“หุ้นเอเชีย” เปิดบวก น้ำมันร่วง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านพักโจมตีชั่วคราว
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดบวกเป็นส่วนใหญ่ หลังราคาน้ำมัน WTI และเบรนท์ร่วงกว่า 5% รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านระงับการโจมตีชั่วคราว ขณะที่นักลงทุนจับตางบเทคยักษ์และผลประชุมเฟด 29 ก.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ก.ค.69) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรง หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านระงับการโจมตีกันเป็นการชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วยคลายความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ 65,164.98 จุด เพิ่มขึ้น 553.83 จุด หรือ 0.85% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 24,993.77 จุด เพิ่มขึ้น 30.54 จุด หรือ 0.12% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,808.90 จุด ลดลง 5.30 จุด หรือ 0.14%
ด้านดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.22% และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 0.97%
สำหรับราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงราว 5% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลงกว่า 5% สู่ระดับประมาณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านหยุดปฏิบัติการโจมตีเป็นการชั่วคราว
รายงานระบุว่า ภายหลังสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านต่อเนื่องเป็นเวลา 13 คืน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้สั่งระงับปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 24 ก.ค. โดยไม่พบรายงานการโจมตีเพิ่มเติมในวันที่ 25–26 ก.ค. ขณะที่อิหร่านระงับปฏิบัติการโจมตีเป็นเวลา 2 วันเช่นกัน
สำนักข่าว CBS News รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในภูมิภาคว่า การระงับการโจมตีของสหรัฐฯ มีขึ้นเพื่อเปิดทางให้คณะผู้แทนจากโอมานเดินทางเยือนอิหร่าน เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ขณะที่ The New York Times รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชะลอแผนยกระดับการโจมตีอิหร่าน หลังคณะที่ปรึกษาเตือนถึงข้อจำกัดของระบบป้องกันภัยทางอากาศและปริมาณขีปนาวุธสกัดกั้นในคลังแสงของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านประเทศตัวกลาง ซึ่งรวมถึงปากีสถานและกาตาร์
ทั้งนี้ นักลงทุนยังจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ในวันที่ 29 ก.ค. ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มตลาดการเงินในระยะต่อไป