
GBS แนะสอย 5 หุ้นเด่น มองกรอบ SET สัปดาห์นี้ 1,600-1,650 จุด
บล.โกลเบล็ก (GBS) แนะกลยุทธ์ตั้งรับ ชู 5 หุ้นเด่นพื้นฐานดี ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK พร้อมประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งในกรอบ 1,600-1,650 จุด รับแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลแดงที่หนุนราคาน้ำมันและเร่งความกังวลด้านเงินเฟ้อ
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำ 5 หุ้นเด่น สอดคล้องกับผลสำรวจและคำแนะนำของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) น่าสะสมในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK
ขณะที่ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คาดการณ์ว่ามีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลก โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง และทำให้ตลาดกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,600-1,650 จุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยพยุง โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เปิดเผยยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงกว่า 1.47 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 37% ปัจจัยนี้คาดว่าจะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ได้กว่า 82,000 ตำแหน่ง และสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกได้มากกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังปัจจัยลบที่อาจสร้างความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยถูกเรียกเก็บในอัตราสูงสุดที่ระดับ 12.5% จากข้ออ้างในเรื่องการใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังมีแนวโน้มที่จะชะลอการต่ออายุข้อตกลงการค้าสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ออกไป
ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดยเครื่องมือ FedWatch ของ CME สะท้อนว่า แม้นักลงทุนจะให้น้ำหนัก 64% ที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม แต่ก็มีการให้น้ำหนักสูงถึง 83% ว่า FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้จะมีการคงอัตราดอกเบี้ยในรอบล่าสุด แต่ก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอันเป็นผลมาจากวิกฤตราคาพลังงาน
