“ปลัด ทส.” ประกาศจุดยืนไทยเวที COP17 ดันแผนอนุรักษ์ 30% หนุนระดมทุน Biodiversity Credits

“รวีวรรณ” ปลัด ทส. ประกาศจุดยืนไทยบนเวที CBD COP17 ที่อาร์เมเนีย เดินหน้าบูรณาการแผนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับแผนพัฒนาประเทศ ตั้งเป้าคุ้มครองพื้นที่ธรรมชาติ 30% ภายในปี 2573 พร้อมชูพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน ศึกษากลไก Biodiversity Credits ระดมทุนอนุรักษ์ และผลักดันกฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพฉบับแรกของไทย


วันที่ 29 ตุลาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 (CBD COP17) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย เพื่อแสดงจุดยืนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกภายในปี 2573

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF) โดยเฉพาะการทบทวนความก้าวหน้าระดับโลก (Global Review) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถประเมินผลการดำเนินงาน ระบุข้อจำกัด และกำหนดมาตรการเร่งรัดเพื่อบรรลุเป้าหมายภายในปี 2573 รวมถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวปี 2593

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลอยู่ระหว่างขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (National Biodiversity Strategy and Action Plan: NBSAP) พร้อมเตรียมบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อไป เพื่อเชื่อมโยงนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งขยายพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-based Conservation Measures: OECMs) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย 30×30 ซึ่งมุ่งอนุรักษ์และจัดการพื้นที่บนบก แหล่งน้ำในแผ่นดิน และพื้นที่ทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2573

ควบคู่กับการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่มีความโดดเด่นของประเทศ (Iconic Species) และส่งเสริมแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการรักษาระบบนิเวศ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านน้ำ และการคุ้มครองวิถีชีวิตของชุมชน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเดินหน้าผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพฉบับแรกของประเทศ พร้อมเตรียมความพร้อมเข้าเป็นภาคีพิธีสารนาโงยา (Nagoya Protocol) เพื่อพัฒนากลไกการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรดังกล่าวอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม

ในด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน ดร.รวีวรรณ ระบุว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPIs) เชื่อมโยงเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพตามเป้าหมาย 30×30

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ กลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credits) มาใช้เป็นเครื่องมือระดมเงินทุนจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมถึงพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับความคืบหน้าด้านตลาดทุน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) รายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ว่า ได้สนับสนุนประเทศไทยออกพันธบัตรภาครัฐที่เชื่อมโยงตัวชี้วัดด้านธรรมชาติเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยพันธบัตรที่ออกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 มีมูลค่า 25,000 ล้านบาท อายุ 15 ปี และกำหนดเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติเป็นตัวชี้วัดสำคัญ Asian Development Bank

อย่างไรก็ตาม ปลัด ทส. ยอมรับว่า ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายในการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเฝ้าระวัง และการป้องกันการเคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์ข้ามพรมแดน ทั้งโดยผิดกฎหมายและโดยไม่ตั้งใจ

ดร.รวีวรรณ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศภาคีและพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกให้บรรลุเป้าหมายปี 2573 และสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

Back to top button