
KSS แนะปรับพอร์ตลุย “แบงก์-พลังงาน” ชี้เฟดส่งสัญญาณคุม “เงินเฟ้อ” เข้มงวด
บล.กรุงศรี (KSS) คาดแนวโน้มดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงนาน หลังมองเฟดส่งสัญญาณ Hawkish Hold พร้อมย้ำจุดยืนคุมเงินเฟ้อ 2% และจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหากมีความจำเป็น แนะนักลงทุนปรับพอร์ต เน้นหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน และหุ้นคุณภาพ พร้อมหลีกเลี่ยงกลุ่มเทคโนโลยีและ REITs
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% นับเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้สะท้อนจุดยืนเชิงเข้มงวด (Hawkish Hold) มากกว่าการคงดอกเบี้ยแบบเป็นกลาง
ทั้งนี้ ผลการลงมติอยู่ที่ 9 ต่อ 3 โดยกรรมการ 9 คนเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กรรมการอีก 3 คน ได้แก่ Lorie Logan, Beth Hammack และ Neel Kashkari ลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้นภายในคณะกรรมการเฟด
ด้านนาย Kevin Warsh ประธานเฟดระบุว่า การคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่เป็นการประเมินว่านโยบายในปัจจุบันยังมีความเหมาะสม พร้อมย้ำว่าเฟดยังคงยึดมั่นเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างเคร่งครัด และไม่ได้ยอมรับเงินเฟ้อในระดับที่สูงกว่านั้น
นอกจากนี้ หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงประมาณการ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ยังเป็นหนึ่งในทางเลือกของเฟดสะท้อนว่าธนาคารกลางสหรัฐยังไม่ได้ปิดโอกาสในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันเฟดมองว่าภาวะการเงินในตลาดได้ปรับตึงตัวขึ้นเอง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น และตลาดได้ปรับคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยในระดับสูง โดยไม่จำเป็นที่เฟดจะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในทันที
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐ เฟดยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง การลงทุนภาคธุรกิจและผลิตภาพ (Productivity) ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความแข็งแกร่ง แม้เงินเฟ้อจะยังอยู่เหนือเป้าหมายที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตามเฟดยังติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจผลักดันเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการภาษีนำเข้า (Tariffs) และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจกระตุ้นอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ
ภายหลังการประชุม ตลาดการเงินตอบสนองด้วยการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาว ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง และนักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น
นายกรภัทร กล่าวอีกว่า จากการประชุมครั้งนี้ ประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยในลักษณะ “Higher for Longer” หรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง เนื่องจากยังเปิดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงตามเป้าหมาย
ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่าภาวะดอกเบี้ยสูงต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่ม Growth หุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าซื้อขายสูง (High Valuation) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ขณะที่กลุ่มธนาคารมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง และหุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ แม้เฟดจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่การสื่อสารของธนาคารกลางสหรัฐถือว่ามีความเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องปรับมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ

