“ฐกฤต” มอง SET ไซด์เวย์ รอผลประชุมเฟด-กนง. ชู 6 หุ้นเด่น ลุ้นกำไร Q3 โตแกร่ง

“ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์” บล.กรุงศรี มอง SET แกว่งกรอบ 1,565-1,590 จุด รับแรงซื้อต่างชาติ 5 วันติด จับตาผลประชุมเฟด-กนง. ชู 6 หุ้นกำไรเด่น PTTGC-TOP-SCC-COM7-AOT-BDMS พร้อมระวังแรงขาย DELTA กดดันตลาดระยะสั้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังอยู่ในช่วงแกว่งตัวเพื่อรอปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รวมถึงการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียน โดยประเมินดัชนี SET มีแนวรับที่ 1,570 และ 1,565 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,586 และ 1,590 จุด

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ผ่านประเทศตัวกลาง รวมถึงผลการเลือกตั้งในอิสราเอลและปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันและการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ทั้งนี้ ประเมินว่าปัจจัยสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมันยังอยู่ที่ความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะข้อจำกัดในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป และเรือขนส่งน้ำมันไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้จะมีความพยายามเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งก็ตาม

ส่วนปัจจัยภายในประเทศ การที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 5 วันทำการ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน แม้มูลค่าการซื้อสุทธิเริ่มชะลอตัวลง โดยหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ยังคงเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตโดดเด่น และหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการกำไร โดยมองว่าหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ค้าปลีก ท่องเที่ยว การแพทย์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุน

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ฝ่ายวิจัยมองว่ามีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ดี ขณะที่กลุ่มค้าปลีกมีบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 เป็นหุ้นที่น่าติดตาม

ส่วนกลุ่มบริการและการท่องเที่ยว มองว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีความน่าสนใจจากแนวโน้มกิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี รวมถึง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ที่อยู่ในกลุ่มหุ้นซึ่งมีแนวโน้มได้รับความสนใจจากนักลงทุน

สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำติดตาม บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA โดยประเมินว่าทั้งสองบริษัทมีโอกาสได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำ (Memory Chip) หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ประกาศผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม แนะนำใช้กลยุทธ์ทยอยตั้งรับ เนื่องจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยอาจได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของ DELTA

สำหรับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA แม้ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และอาจส่งผลให้ราคาหุ้นเผชิญแรงขายในระยะสั้น แต่ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 โดยคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่บริษัทมีโอกาสปรับราคาขายสินค้าเพิ่มขึ้นในปีถัดไป เพื่อรองรับแรงกดดันด้านต้นทุน

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการการเติบโตของกำไร DELTA ในปี 2569 ที่ระดับ 42% โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดประมาณ 30-40% ได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้วบางส่วน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัท เพื่อนำมาประเมินแนวโน้มผลประกอบการและทบทวนราคาเป้าหมายในระยะถัดไป

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนใน DELTA นักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นไม่จำเป็นต้องรีบเข้าซื้อ แม้ราคาหุ้นปรับตัวลงมาใกล้แนวรับเดิมบริเวณ 232 บาท และระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าหลุดลงไปบริเวณ 230 บาท โดยแนะนำให้รอติดตามการเคลื่อนไหวของราคาและสัญญาณสร้างฐานที่ชัดเจนก่อนพิจารณาเข้าลงทุนอีกครั้ง

Back to top button