SCC ลุ้นกำไร Q3 โต 616% แตะ 3.45 พันล้าน รับปิโตรเคมีฟื้น โบรกชูเป้า 315 บาท

บล.กรุงศรี คาด SCC กำไรไตรมาส 3/69 แตะ 3.45 พันล้านบาท โต 616% จากปีก่อน รับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีฟื้น พร้อมมองกำไรปี 70 เติบโตต่อเนื่อง หนุนจากโครงการ Ethane Cracker ลดต้นทุน พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ชูเป้า 315 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มีกำหนดประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีเป็นหลัก ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการปี 2570 มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องตามวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เข้าสู่ช่วงขาขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ประมาณ 3,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 616% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 70% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกำไรการปรับมูลค่าสินค้าคงคลังประมาณ 594 ล้านบาท รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีที่มีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) และโพลีโพรพิลีน (PP) ปรับเพิ่มขึ้น 16% และ 27% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาวะอุปทานในตลาดโลกที่เริ่มตึงตัว หลังผู้ผลิตหลายรายปรับลดกำลังการผลิต รวมถึงการเลื่อนเปิดดำเนินการโรงงานใหม่ ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทยอยฟื้นตัวอย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง คาดว่าผลประกอบการยังทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่ช่วยเพิ่มปริมาณจำหน่าย ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายสามารถชดเชยความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัวได้บางส่วน

ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์ คาดว่ายังคงรักษาอัตรากำไรได้ในระดับแข็งแกร่ง เนื่องจากแรงกดดันด้านการแข่งขันลดลง หลังผู้ผลิตในประเทศจีนปรับลดอัตราการผลิต ส่งผลให้ SCC สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะมีปริมาณจำหน่ายลดลงเหลือประมาณ 508,000 ตันในไตรมาส 3/2569 เนื่องจากการหยุดดำเนินงานบางส่วนของบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด และโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) จากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ แต่คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในไตรมาส 4/2569 หลังโรงงานระยองโอเลฟินส์กลับมาเดินเครื่องผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณจำหน่ายประมาณ 15% จากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บล.กรุงศรี คาดว่ากำไรปกติของ SCC จะฟื้นตัวทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีธุรกิจปิโตรเคมีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หลังส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นไตรมาส 4 ปรับเพิ่มขึ้น 52-98% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 22-37% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของวัฏจักรอุตสาหกรรมและภาวะอุปทานที่ตึงตัวขึ้น

นอกจากนี้ การกลับมาเดินเครื่องผลิตของโรงงานระยองโอเลฟินส์จะช่วยสนับสนุนปริมาณจำหน่ายและผลประกอบการโดยรวม ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังผ่านพ้นช่วงอ่อนตัวตามฤดูกาล ประกอบกับมาตรการปรับโครงสร้างต้นทุน ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์คาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการแข่งขันที่ลดลงและการปรับราคาขายที่ดีขึ้น รวมถึงรายได้เงินปันผลที่จะช่วยสนับสนุนผลประกอบการเพิ่มเติม

ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ประเมินว่ากำไรปกติของ SCC ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 จะคิดเป็นประมาณ 82% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปีที่ 18,890 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 409% จากปีก่อน โดยหากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ออกมาเป็นไปตามคาด ฝ่ายวิจัยมองว่ามีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ราว 9-10% เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าประมาณการเดิม

สำหรับแนวโน้มปี 2570 บล.กรุงศรี ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ SCC จากการฟื้นตัวของวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยประเมินว่าภาวะอุปทานโลกจะทยอยตึงตัวจากการลดกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ การชะลอเปิดโรงงานใหม่ และการเร่งลดปริมาณการผลิตในหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และอัตรากำไรให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน โครงการ Ethane Cracker ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งหลังปี 2570 ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับความสามารถในการทำกำไรระยะยาว โดยเฉพาะในธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนวัตถุดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ SCC ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากแผนขยายกำลังการผลิตของโครงการ LSP ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันกำลังการผลิตเฉลี่ยให้เติบโตประมาณ 10% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 พร้อมเพิ่มโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศเวียดนาม และยกระดับสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added: HVA) เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับธุรกิจซีเมนต์ บริษัทมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังได้รับปัจจัยบวกจากการแข่งขันกับผู้ผลิตจีนที่ลดลง ช่วยสนับสนุนอัตรากำไรในระยะถัดไป

โดยภาพรวม บล.กรุงศรี ประเมินว่าการฟื้นตัวของวัฏจักรปิโตรเคมี การขยายกำลังการผลิต การลดต้นทุนจากโครงการ Ethane Cracker และการปรับโครงสร้างธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ กำไรปกติของ SCC เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 110% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SCC โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 315 บาทต่อหุ้น พร้อมยกให้เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและปิโตรเคมี จากแนวโน้มกำไรที่เติบโตต่อเนื่องและโอกาสเพิ่มความสามารถในการทำกำไรระยะยาว

Back to top button