“ดร.พิพัฒน์” ชี้เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย หวั่น “ความไม่ชัดเจน” จุดชนวน Risk Premium

“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองตลาดการเงินกำลังส่งสัญญาณกังวล หลัง Fed ภายใต้ “Kevin Warsh” ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่บอนด์ยีลด์ระยะยาวและเงินเฟ้อคาดการณ์กลับพุ่ง ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า สะท้อนตลาดต้องการความชัดเจนว่า Fed จะคิดและตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจอย่างไร ชี้ประชุมเดือน ก.ย. เป็นจังหวะสำคัญฟื้นความเชื่อมั่นและย้ำ Fed ยังเป็นผู้กำหนดกติกาเกม


ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ว่า การประชุม Fed รอบล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า “สิ่งที่ธนาคารกลางไม่พูด” อาจส่งผลต่อตลาดการเงินมากกว่าสิ่งที่พูด แม้ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ จะยังไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และมุมมองของตลาดส่วนหนึ่งตีความว่าท่าทีดังกล่าวค่อนข้างผ่อนคลาย แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับสวนทางกันอย่างชัดเจน ทั้งผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น เส้นอัตราผลตอบแทนที่ชันขึ้น และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวที่ขยับสูงขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับอ่อนค่าลง

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่อธิบายปฏิกิริยาของตลาดคือ “ความไม่แน่นอน” โดยตลาดไม่ได้กังวลกับข่าวร้ายมากที่สุด เพราะข่าวร้ายยังสามารถนำไปประเมินมูลค่าและกำหนดราคาได้ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ชอบคือการไม่สามารถเข้าใจแนวคิดหรือ reaction function ของผู้กำหนดนโยบายได้อย่างชัดเจน โดย Warsh ย้ำว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน Fed ยังเลือกไม่ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งที่เงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมายมาหลายปีและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ทำให้ตลาดต้องการคำตอบว่าเหตุใด Fed จึงเลือกดำเนินนโยบายเช่นนั้น

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ความไม่แน่ใจว่า Fed จะให้น้ำหนักกับมาตรวัดเงินเฟ้อรูปแบบใด รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เครื่องมืออื่นนอกเหนือจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดย Warsh ยังมองว่าภาวะการเงินได้ตึงตัวขึ้นจากการเคลื่อนไหวของตลาดแล้ว จึงอาจไม่จำเป็นที่ Fed จะต้องดำเนินการเพิ่มเติมมากนัก ดร.พิพัฒน์มองว่า ความไม่ชัดเจนดังกล่าวทำให้นักลงทุนต้องการค่าชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และสะท้อนออกมาผ่านผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวและเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจหมายความว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของนโยบาย มากกว่าการสะท้อนเพียงภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง

“สิ่งที่ตลาดต้องการจาก Fed ไม่จำเป็นต้องเป็น forward guidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป แต่ต้องการเข้าใจ “reaction function” หรือหลักคิดของ Fed ว่าเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ผู้กำหนดนโยบายจะตอบสนองอย่างไร หากตลาดเข้าใจวิธีคิดดังกล่าวก็จะสามารถประเมินทิศทางนโยบายได้ด้วยตนเอง แต่หากไม่เข้าใจ ทุกการประชุมจะกลายเป็นการคาดเดาใจ Fed และความไม่แน่นอนดังกล่าวจะถูกแปลงเป็นต้นทุนทางการเงินของระบบ ทั้งนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นพร้อมกับเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงในรอบนี้ ยังเป็นสัญญาณที่ชวนให้มองว่าตลาดอาจกำลังเรียกร้อง risk premium จากความไม่แน่นอน มากกว่าการสะท้อนข่าวดีจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

สำหรับระยะต่อไป มองว่า Fed ยังมีเวลาที่จะสร้างความชัดเจนและฟื้นความเชื่อมั่นของตลาด โดยการประชุมในเดือนกันยายนอาจเป็นจังหวะสำคัญในการสื่อสารให้ตลาดเข้าใจว่า Fed ยังคงเป็นผู้กำหนดกรอบและหลักคิดของนโยบายการเงิน แม้ภาวะการเงินจะถูกขับเคลื่อนจากตลาดไปแล้วบางส่วน โดยหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดอัตราดอกเบี้ย แต่คือการรักษาความน่าเชื่อถือและทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวยังคงมีจุดยึดที่ชัดเจน เพราะหากตลาดเริ่มไม่เข้าใจว่าธนาคารกลางยึดหลักใดในการตัดสินใจ ความไม่แน่นอนอาจเพิ่มขึ้นและกลายเป็นต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบได้

Back to top button