TTB แนะ SME ตั้งรับโลกการค้าใหม่ จับตา 3 ปีเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางสหรัฐ-จีนชิงความได้เปรียบ

TTB มองสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนแม้ผ่อนคลายด้านภาษี แต่การแข่งขันยังเดินหน้าสู่การลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานและชิงความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ชี้ 3 ปีข้างหน้าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ แนะ SME ไทยกระจายความเสี่ยง ขยายตลาดต่างประเทศ และใช้เทคโนโลยี-เครื่องมือการเงินสร้างแต้มต่อรับกติกาโลกใหม่


ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ระบุว่า ทีทีบีประเมินว่า แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะมีท่าทีผ่อนคลายลง หลังทั้งสองประเทศลดระดับมาตรการภาษี แต่การแข่งขันทางเศรษฐกิจยังไม่สิ้นสุด และกำลังเปลี่ยนรูปแบบจากการตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีไปสู่การแข่งขันด้านห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และการช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ โดยช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อสหรัฐฯ เดินหน้าลดการพึ่งพาจีน ขณะที่จีนเร่งสร้างความได้เปรียบใหม่ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการขยายตลาดไปยังประเทศเกิดใหม่ ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ ซึ่งจะนำไปสู่สมดุลใหม่ของการค้าโลก

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ขณะที่ finbiz by ttb มองว่า ผู้ประกอบการ SME ไทยจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์และประเมินความเสี่ยง เพื่อเตรียมรับมือกับกติกาการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า

การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในระยะต่อไปจะไม่ได้อยู่ที่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเพียงอย่างเดียว แต่จะขยายไปสู่การลดการพึ่งพากันในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ซึ่งหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของจีนคือศักยภาพด้านการแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธมากกว่า 90% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมความมั่นคง อย่างไรก็ตาม หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาจีน ทำให้จีนจำเป็นต้องสร้างความได้เปรียบใหม่ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การแข่งขันของมหาอำนาจจึงขยับจากเรื่องการค้าไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีนที่เร่งลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจีนมีบริษัทด้านหุ่นยนต์มากกว่า 190,000 แห่ง และในปี 2024 มีบริษัทเกิดใหม่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวมากกว่า 44,000 แห่ง ขณะเดียวกันยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตหลายด้าน ทั้ง Quantum Technology, Brain-Computer Interface, 6G, พลังงานแห่งอนาคต และ Biomanufacturing ซึ่งมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ยา วัสดุใหม่ และพลังงานสะอาด ส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า

อีกปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลก คือการที่บริษัทจีนเร่งขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันภายในประเทศและกำลังซื้อที่ชะลอตัว รวมถึงแรงกดดันจากกระแสต่อต้านสินค้าจีนในบางตลาด โดยรูปแบบการขยายธุรกิจมีทั้งการส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วนไปประกอบในประเทศปลายทาง การร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น และการใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดตะวันตก

สำหรับ SME ไทย การเข้ามาของทุนจีนจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่งช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยี เครื่องจักร และวัตถุดิบที่มีต้นทุนแข่งขันได้มากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งจะเพิ่มแรงกดดันจากการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าจีนที่มีราคาต่ำและสามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยได้มากขึ้น

ทีทีบีแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยติดตาม 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การพึ่งพาจีนในระดับสูง โดย SME ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนราว 50% ทำให้ผู้ประกอบการควรพิจารณากระจายแหล่งจัดซื้อและวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งสามารถกระทบต่อต้นทุนและกำไรของธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโครงสร้างรายรับและรายจ่าย

ขณะเดียวกัน ต้องติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1% ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 3.5% ทำให้ต้นทุนทางการเงินในประเทศยังเอื้อต่อการลงทุน ผู้ประกอบการที่มีแผนขยายธุรกิจจึงควรประเมินจังหวะการลงทุนควบคู่กับการบริหารสภาพคล่อง รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7% ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่คาดไว้ 3.5% ประกอบกับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงราว 87% ของ GDP ทำให้การพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพจึงมีความสำคัญมากขึ้น

ทีทีบี มองว่า ช่วง 3 ปีข้างหน้าเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่กติกาเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา AI และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนการขยายบทบาททางเศรษฐกิจของจีนในอาเซียน ผู้ประกอบการที่สามารถกระจายความเสี่ยง เปิดรับความร่วมมือใหม่ และนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะมีโอกาสเปลี่ยนแรงกดดันจากความผันผวนให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น การชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้เงินหยวนโดยตรงกับคู่ค้าจีน เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน การใช้บัญชีหลายสกุลเงิน (Multi-Currency Account) เพื่อบริหารรายรับและรายจ่ายต่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อบริหารต้นทุนหรือรายรับจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการใช้สินเชื่อสำหรับ SME เพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับการลงทุน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว โดยการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนความผันผวนของเศรษฐกิจโลกให้เป็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจไทย

Back to top button