KBANK เป้าสูง 300 บาท ชี้คุมต้นทุนเด่น-ปันผลสูง 70% ยาว 5 ปี

บล.กรุงศรี (KSS) ชูเป้าแบงก์กสิกรไทย (KBANK) สูง 300 บาท มองกำไรโต่ต่อเนื่องและปันผลสม่ำเสมอ 65-70% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ฟาก บล.ยูบีเอส (UBS) อัพราคาเป้าใหม่ 286 บาท เชื่อมั่นกลยุทธ์คุมต้นทุน ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนกำไรยกระดับความสามารถจ่ายเงินปันผล


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อ บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิของในปี 2569 และปี 2570 ไว้ที่ระดับ 5.32 หมื่นล้านบาท และ 5.57 หมื่นล้านบาท สะท้อนการเติบโตที่ 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การเติบโตที่ดีของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee) ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันกำไรสุทธิให้ปรับตัวสูงขึ้น

อีกทั้งคาดว่า KBANK จะสามารถรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับ 6% ต่อปี ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ประเมินว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลที่ระดับ 2.0 บาทต่อหุ้น (คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 0.8%) นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามีโอกาสที่ธนาคารจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษ จากวงเงินที่เหลือในโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock)

นอกจากนี้ KBANK มีศักยภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของการควบคุมค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) และการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) นอกจากนี้ ยังถือเป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์หลักที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ในระยะข้างหน้าอีกด้วย

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส จำกัด หรือ UBS ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น KBANK จากเดิม 255 บาท ขึ้นเป็น 286 บาท หลังผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 แข็งแกร่ง

ขณะที่ผู้บริหารระบุทิศทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนต่อรายได้ (Cost-to-income) ทำให้มั่นใจว่า KBANK จะมีประสิทธิภาพการจัดการต้นทุน และนำไปสู่ความสามารถในการรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่า KBANK จะสามารถลดอัตราส่วนต้นทุนต่อสินเชื่อ (Cost-to-loan ratio) จากระดับ 3.4% ในปี 2568 ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.9% ภายในปี 2573 สอดคล้องกับธนาคารขนาดใหญ่แห่งอื่นๆ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ KBANK สามารถรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ให้อยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 65-70% หรือคิดเป็นเงินปันผลราว 14.50-15.00 บาทต่อหุ้น ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

Back to top button