PTG ครึ่งปีแรกกวาดรายได้แตะ 1.19 แสนล้าน รับธุรกิจนอนออยล์โต 22%

PTG ครึ่งปีแรกปี 69 รายได้จากการขายและบริการ 118,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% รับธุรกิจ Non-Oil โตเด่น 21.7% ขณะที่กำไรขั้นต้น Non-Oil พุ่ง 39.5% นำโดยกาแฟพันธุ์ไทยรายได้โต 61.5% หนุนการเติบโตของกลุ่มในครึ่งปีหลัง


นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 118,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ควบคู่กับรายได้จากธุรกิจ Oil ที่ยังขยายตัว แม้ปริมาณจำหน่ายน้ำมันลดลง

สำหรับธุรกิจ Non-Oil มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 13,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 3,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5% ซึ่งเติบโตในอัตราที่สูงกว่ารายได้ สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตธุรกิจและคุณภาพของรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้น

ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีรายได้ 3,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสาขารวม 2,467 แห่ง เพิ่มขึ้น 825 สาขา หรือ 50.2% จากปีก่อน คิดเป็นการเปิดสาขาเฉลี่ยมากกว่า 2 แห่งต่อวัน

ด้านธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้ 5,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปริมาณจำหน่าย LPG เพิ่มขึ้น 5.2% โดยปัจจุบันมีสถานีบริการรวม 248 แห่ง เพิ่มขึ้น 1.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนธุรกิจ Oil มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 105,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางลดลง 5.2% เหลือ 3,192 ล้านลิตร โดยปริมาณจำหน่ายผ่านสถานีบริการ PT อยู่ที่ 3,150 ล้านลิตร ลดลง 4.6%

ปัจจุบัน PTG มีสถานีบริการน้ำมัน PT จำนวน 2,279 สถานี เพิ่มขึ้น 1.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันผ่านช่องทางค้าปลีกประมาณ 20%

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 74 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 205 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรขั้นต้นต่อลิตรของธุรกิจ Oil ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Non-Oil

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นายพิทักษ์ระบุว่า บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยจะเดินหน้าภายใต้กลยุทธ์ “Powering Thai Lives: Everywhere. Everyday. Everyone” พร้อมนำแนวคิด “One PTG” มาเชื่อมโยงฐานลูกค้า เครือข่าย สินค้าและบริการระหว่างธุรกิจ Oil และ Non-Oil เพื่อเพิ่มโอกาสการใช้บริการข้ามธุรกิจและสร้างการเติบโตภายใน Ecosystem ของกลุ่ม

ด้านธุรกิจ Non-Oil บริษัทจะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาเดิม บริหารผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงใช้ประโยชน์จากฐานสมาชิก PT Max Card เพื่อผลักดันการใช้บริการข้ามธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย บริษัทปรับเป้าหมายจำนวนสาขาสิ้นปี 2569 เป็น 2,751 สาขา เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการเปิดสาขาและการคัดเลือกทำเล โดยจะมุ่งเพิ่มยอดขายต่อสาขา พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของสมาชิก ขณะที่ธุรกิจ LPG ยังคงเป้าหมายมีจุดจำหน่ายรวม 836 จุด ภายในสิ้นปี 2569

ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจะเริ่มมีบทบาทต่อรายได้มากขึ้น หลังโครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะของบริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยบริษัทจะเริ่ม รับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และทยอยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว

PTG ยังปรับประมาณการการเติบโตของยอดขายธุรกิจ Non-Oil ปี 2569 เป็น 20-30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการขยายเครือข่ายและภาวะการใช้จ่ายของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil ที่ 40-45% สะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพรายได้และความสามารถในการทำกำไร

ล่าสุด PTG ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก Sustainability Yearbook 2026 ในกลุ่มอุตสาหกรรม Retailing จากการประเมิน Corporate Sustainability Assessment ของ S&P Global เป็นครั้งแรก และได้รับการจัดอันดับใน Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความแข็งแกร่งของการพัฒนา Ecosystem ที่เชื่อมโยงธุรกิจน้ำมัน Non-Oil ฐานสมาชิก Max Card และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ PTG ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตควบคู่กับแนวทางด้านความยั่งยืน ผ่านการสร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียและสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

Back to top button