
WTI ปิดบวก 1.42% แตะ 82.40 ดอลลาร์ รับฮอร์มุซตึงเครียด-เจรจาอิหร่านชะงัก
น้ำมัน WTI ปิดเพิ่ม 1.15 ดอลลาร์ แตะ 82.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนเบรนท์พุ่ง 1.67% ปิด 88.52 ดอลลาร์ รับความกังวลอุปทาน หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ และการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไร้ความคืบหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการเจรจาข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 82.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.45 ดอลลาร์ หรือ 1.67% ปิดที่ 88.52 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำหรับภาพรวมรายสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 5.4% ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 6.0% จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปริมาณการเดินเรือลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเดือน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายควบคุมเส้นทางดังกล่าว
ทั้งนี้ ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของปริมาณทั่วโลก ทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อทิศทางราคาพลังงาน
ด้านสำนักข่าว WAM ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานว่า เรือ 2 ลำของบริษัท Abu Dhabi National Oil Company ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐบาล UAE ถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดี โดยรัฐบาล UAE ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวและระบุว่าเป็นการโจมตีของอิหร่าน
นักวิเคราะห์ระบุว่า เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันขึ้น ขณะที่การเจรจาข้อตกลงหยุดยิงซึ่งยังไม่มีความคืบหน้า ยิ่งเพิ่มแรงซื้อก่อนเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์
นอกจากนี้ หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังถูกจำกัดต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวรองรับการขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก โดยนักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะอยู่บริเวณ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ราคาดีเซลอาจพุ่งถึง 180 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันเบนซินอาจแตะ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่าสามารถดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านได้โดยไม่มีกำหนด พร้อมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะราน หลังการเจรจาหยุดยิงหยุดชะงัก
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า และจะเพิ่มมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง การส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียจากสถานีส่งออก Sheskharis ที่ท่าเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำถูกระงับเมื่อวันศุกร์ หลังเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลด้านอุปทานและช่วยหนุนราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันยังเผชิญปัจจัยจำกัด หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) และสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) สะท้อนว่าปริมาณน้ำมันสำรองยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันในระยะถัดไป

