
น้ำมันดิบโลกร่วง! WTI แตะ 101 เหรียญ ตลาดจับตาดีลสหรัฐ-อิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลง WTI ลดลง 0.73% แตะ 101.02 ดอลลาร์/บาร์เรล นักลงทุนจับตาความพยายามทางการทูตคลี่คลายความตึงเครียดตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลสหรัฐอาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงาน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงในวันนี้ (27 ต.ค. 2569) ท่ามกลางการจับตาความพยายามทางการทูตเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน และอิหร่าน เห็นพ้องเดินหน้าเจรจาเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ
ณ เวลา 19.20 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 0.74 ดอลลาร์ หรือ 0.73% มาอยู่ที่ 101.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 0.93 ดอลลาร์ หรือ 0.80% มาอยู่ที่ 114.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุม 4 ฝ่ายระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน และอิหร่าน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยทั้ง 4 ประเทศเห็นพ้องที่จะเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคและส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง
การประชุมครั้งนี้มีพลเอกโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เป็นเจ้าภาพ โดยมีผู้แทนระดับสูงจากทั้ง 4 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย จอมพลอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันประเทศปากีสถาน และอิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติตุรกี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณาทางเลือกในการจัดการกับอิหร่าน ทั้งการบรรลุข้อตกลงและการกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหาร ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อชาวอเมริกันในตะวันออกกลางจากอิหร่านและกลุ่มฮูตี
ปธน.ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Sunday Morning Futures ของสถานีโทรทัศน์ Fox News ว่า เขาจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะยุติเรื่องดังกล่าวหรือทำข้อตกลงกับอิหร่าน โดยย้ำว่าสหรัฐจะไม่เล่นเกมในการเจรจา ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาโจมตีอิหร่านภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายน พร้อมทั้งส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านกำลังเตรียมรับมือความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระลอกใหม่จากสหรัฐในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงเตรียมมาตรการตอบโต้ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจครอบคลุมถึงอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ด้านนายอัสลี อัยดินตัสบาส ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันบรูกกิงส์ ประเมินว่า สัญญาณต่าง ๆ บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่สงครามจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ แม้ยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาที่แน่นอนได้
สำนักข่าว CNN รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน ซึ่งอาจเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ภายใน 96 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดี โดยขณะนี้สหรัฐได้ส่งกำลังทหารเข้าประจำการในตะวันออกกลางในจำนวนที่เพียงพอสำหรับรองรับปฏิบัติการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
รายงานระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐบางรายมองว่า ปธน.ทรัมป์อาจสั่งโจมตีอิหร่านได้ทุกเมื่อก่อนสิ้นปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ว่าปฏิบัติการจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน ขณะที่ขอบเขตการโจมตีครั้งใหม่อาจกว้างขวางกว่าการทำลายระบบเรดาร์ ฐานยิงขีปนาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่อิหร่านสามารถฟื้นฟูหรือจัดหาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐและอิสราเอลได้จัดทำแผนโจมตีอิหร่านระลอกใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะดำเนินการหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ เป้าหมายอาจครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงงานและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ ตลอดจนคลังขีปนาวุธและโดรน
รายงานยังระบุว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast (MOAB) หรือที่รู้จักในชื่อ “มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง” (Mother of All Bombs) ในการโจมตีอิหร่าน ขณะที่กองทัพสหรัฐและอิสราเอลเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อมทางทหาร รวมถึงการส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกยุทธวิธีโจมตี
ขณะเดียวกัน นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้เดินทางเยือนอิสราเอลโดยไม่ประกาศล่วงหน้า และเข้าพบนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการทางการทูตและความเคลื่อนไหวทางทหารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันดิบและทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกในระยะต่อไป

