
KTB มอง “เงินบาท” อ่อนค่ากรอบ 32.85-33.50 บ. จับตาเฟด-ตะวันออกกลาง
KTB มองเงินบาทสัปดาห์นี้ในกรอบ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ชี้โมเมนตัมการอ่อนค่าเริ่มชัดเจน หลังทะลุ 33 บาทในเชิงเทคนิค จับตาความตึงเครียดตะวันออกกลาง-ราคาพลังงานกดดันค่าเงิน ขณะที่ FED และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเป็นตัวแปรสำคัญ ด้านเงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ตลาดการเงินไทยจะติดตามการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) เดือนส.ค. ซึ่งมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นตามกระแสการลงทุนในธีม AI Boom รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
สำหรับแนวโน้มเงินบาท ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้ที่ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้มีโอกาสทยอยอ่อนค่าต่อ หรือแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยในเชิงเทคนิคพบว่าเงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าอีกครั้ง ตามกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบเวลารายวัน
ทั้งนี้ ปัจจัยระยะสั้นที่ต้องจับตาคือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-Way Risk) โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
นายพูน กล่าวว่า แนะนำให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยง โดยหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยประกาศออกมาอ่อนแอกว่าคาด อาจทำให้ตลาดลดคาดการณ์โอกาสที่ FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลง และอาจหนุนราคาทองคำ ขณะที่เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น
สำหรับกรอบค่าเงินบาท ประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ ตลาดควรติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงทิศทางหุ้นในธีม AI และ Semiconductor ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ โดยหากพิจารณาด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบเวลารายสัปดาห์ พบว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่กรอบเวลารายวันได้กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน
ด้านเงินดอลลาร์ นายพูนมองว่า มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-Way Risk) หลังตลาดให้น้ำหนักต่อโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนก.ย.และตลอดทั้งปีค่อนข้างมาก โดยหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นยังเป็นปัจจัยที่อาจหนุนความต้องการถือเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
