
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ จ่อแตะ 5% KTB ยังแนะ Buy on Dip
KTB มองบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีโอกาสทะลุ 5% จากแรงกดดันเงินเฟ้อและคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่เชื่อยีลด์ระยะยาวมีโอกาสปรับลดลงตามเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอ แนะทยอยสะสมบอนด์ช่วงราคาปรับฐาน ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่ากดดันทองคำ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มุมตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.97% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเสี่ยงปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00%
แต่เราประเมินว่า ระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดที่สูงเกิน 4.90% จะมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง และที่สำคัญ
เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) ยังพอได้แรงหนุนอยู่ ตามการปรับเพิ่มโอกาส ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน
ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) แต่มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสบรรดาธนาคารกลางหลักเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวลงสู่โซน 4,350-4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์