
KTB เปิดจังหวะช้อนบอนด์สหรัฐ ลุ้นยีลด์ 10 ปีทะลุ 5.35%
แบงก์กรุงไทย (KTB) ประเมินบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ระยะสั้นยังผันผวนสูง ล่าสุดลดลงสู่ระดับ 4.92% รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แนะทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวช่วงยีลด์ปรับขึ้น โดยเฉพาะหากทะลุ 5.30-5.35% ขณะที่ดอลลาร์อ่อนแตะ 101.8 จุด ส่วนทองคำยังถูกกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เสี่ยงปรับฐานต่อ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ปรับตัวลดลงมาอยู่บริเวณ 4.92% แม้ก่อนหน้านี้จะปรับขึ้นทะลุระดับ 5.00% หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด แต่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าถือครองพันธบัตรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยจำกัดการปรับลดลงของบอนด์ยีลด์ โดยระยะสั้นยังมีแนวโน้มผันผวนสูง
ทั้งนี้ ยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น (Buy on Dip) โดยเฉพาะหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ขยับขึ้นเหนือระดับ 5.30-5.35% หรือทยอยลงทุนทุกครั้งที่ปรับขึ้นประมาณ 0.25% ตั้งแต่ระดับเหนือ 5.00% เนื่องจากประเมินว่า หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง จะเปิดโอกาสให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทยอยปรับลดลงในระยะข้างหน้า ตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว รวมถึงโอกาสที่ FED จะกลับมาปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต ส่งผลให้การลงทุนในพันธบัตรระยะยาวมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง
ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์สหรัฐทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) สวนทางกับตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังเป็นปัจจัยช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 101.8 จุด และเคลื่อนไหวในกรอบ 101.8-102.4 จุด
ส่วนราคาทองคำ แม้ได้รับแรงหนุนจากเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ทยอยปรับลดลง แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026 เคลื่อนไหวบริเวณ 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังมีความเสี่ยงปรับตัวลดลงเพิ่มเติม

