
“เคจีไอ” ชี้ BEM กำไรครึ่งปีหลังแกร่ง รับผู้โดยสาร-ทางด่วนหนุน แนะ “ซื้อ” เป้า 8.40 บาท
บล.เคจีไอคาด BEM กำไรครึ่งปีหลังแข็งแกร่ง รับปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าและรถใช้ทางด่วนเติบโต พร้อมคงประมาณการกำไรปี 69 ที่ 3.9 พันล้านบาท แนะ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 8.40 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ว่า สถิติการให้บริการในเดือนสิงหาคม 2569 เติบโตทั้งธุรกิจระบบรางและทางพิเศษ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเดือนก่อนหน้า
เดือนสิงหาคม 2569 BEM มีปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ย 444,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.2% จากเดือนก่อน ขณะที่รายได้จากการขายตั๋วโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 13.2 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.1% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.8% จากเดือนก่อน
ด้านธุรกิจทางพิเศษ มีปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนเฉลี่ย 1.12 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือนก่อน ส่วนรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 25.6 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.6% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.9% จากเดือนก่อน
สำหรับงวด 8 เดือนแรกของปี 2569 BEM มีปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ย 424,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้เฉลี่ย 12.72 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่ปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.10 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% และมีรายได้เฉลี่ย 25.2 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.3%
บล.เคจีไอคาดว่า ไตรมาส 3/2569 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าและรายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11-12% จากไตรมาสก่อน ส่วนปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนและรายได้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 0.6-0.7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2.5-3.5% จากไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ โดยปกติไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ผลประกอบการของ BEM ทำระดับสูงสุดของปี จากรายได้ธุรกิจทางพิเศษและระบบรางที่เติบโตในระดับเลขหลักเดียว ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ และรายได้เงินปันผลระหว่างกาลจากบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW
ส่วนกำไรไตรมาส 4/2569 คาดว่าจะแข็งแกร่งกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับลดต้นทุนซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกประมาณ 100 ล้านบาท
บล.เคจีไอยังคงประมาณการกำไรสุทธิของ BEM ปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และปี 2570 ที่ 4.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมโอกาสจากจำนวนผู้โดยสารที่อาจเพิ่มขึ้น หลังเริ่มทดลองเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออก ซึ่งจะช่วยป้อนผู้โดยสารเข้าสู่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมากขึ้น
นอกจากนี้ อัตราค่าโดยสารใหม่ในช่วง 17-45 บาท ยังมีโอกาสกระตุ้นจำนวนผู้โดยสารและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทในระยะต่อไป
สำหรับปัจจัยสนับสนุนในอนาคต ขบวนรถไฟฟ้าสายสีส้มชุดแรกมีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าจะได้รับครบทั้ง 17 ขบวนในช่วงปลายปี 2570 เพื่อเตรียมทดลองเดินรถ ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2571
ขณะเดียวกัน ขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับสายสีน้ำเงินจะทยอยมาถึงตั้งแต่กลางปี 2570 ถึงปลายปี 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในเส้นทางเขตเมือง
ส่วนการจ่ายค่าตอบแทนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่จะสิ้นสุดในปี 2572 คาดว่าจะช่วยประหยัดกระแสเงินสดให้ BEM ประมาณ 5 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตกและสายสีม่วงใต้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป
สำหรับธุรกิจทางพิเศษ บริษัทจะได้รับประโยชน์เต็มปีจากการปรับขึ้นค่าผ่านทางบนทางพิเศษในเมือง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช เป็น 60 บาทในปี 2572 จากปัจจุบันที่ 50 บาท
ขณะเดียวกัน BEM ยังมีโอกาสได้รับงานโครงการทางด่วนยกระดับมูลค่าประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท และงานระบบเครื่องกลและไฟฟ้า (M&E) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากภาครัฐในช่วงต้นปีหน้า
สำหรับปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการอนุมัติและเริ่มดำเนินโครงการใหม่ การแก้ไขสัญญา การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย
บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BEM ราคาเป้าหมายแบบรวมส่วนธุรกิจ (SOTP) ที่ 8.40 บาท แบ่งเป็นมูลค่าธุรกิจหลัก 6.30 บาท เงินลงทุนใน TTW และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP จำนวน 0.75 บาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มอีก 1.35 บาท โดยราคาเป้าหมายสะท้อนอัตราส่วนราคาต่อกำไรปี 2570 ที่ประมาณ 32-33 เท่า

