บล.ดาโอ มอง BEM กำไร Q3 แตะ 1.06 พันล้าน รับผู้โดยสารฟื้น-ต้นทุนลด ชูเป้า 9 บาท

บล.ดาโอ คาด BEM ไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 1.06 พันล้านบาท โต 5% จากไตรมาสก่อน รับผู้โดยสารฟื้นตัว ต้นทุนซ่อมบำรุง-ดอกเบี้ยลดลง พร้อมรับปันผล TTW 221 ล้านบาท คงประมาณการกำไรปี 69 ที่ 3.9 พันล้านบาท แนะซื้อเป้า 9 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยคาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 จะมีกำไรสุทธิ 1,060 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและทางด่วนที่ฟื้นตัวตามฤดูกาล ต้นทุนซ่อมบำรุงที่ลดลง รวมถึงการรับรู้รายได้เงินปันผลจาก บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้รวมในไตรมาส 3/2569 จะลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยการลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลจากปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายไตรมาส รวมถึงรายได้จากธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ชะลอตัวตามธุรกิจสื่อโฆษณา ขณะที่รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าได้รับอานิสงส์จากปัจจัยฤดูกาล

สำหรับปริมาณการเดินทาง คาดว่าจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยในไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ 430,000 เที่ยวต่อวัน ลดลง 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนจำนวนผู้ใช้บริการทางด่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมการเดินทางเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ขณะเดียวกัน กรณีภาครัฐมีมาตรการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม แม้การชดเชยรายได้จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) อาจมีความล่าช้าเล็กน้อย แต่คาดว่า BEM จะสามารถรับรู้รายได้ตามปกติในไตรมาส 3/2569 จึงไม่น่ากระทบต่อประมาณการผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) คาดว่าจะอยู่ที่ 43.2% ลดลงจากระดับ 44.4% ในไตรมาส 3/2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 41.8% ในไตรมาส 2/2569 โดยการลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นผลจากจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าและรายได้ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ชะลอตัว ขณะที่การปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าได้รับแรงหนุนจากปริมาณผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ลดลง

ทั้งนี้ การลดลงของค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงดังกล่าวเป็นผลจากการเริ่มนำงานซ่อมบำรุงบางส่วนกลับมาดำเนินการเอง รวมถึงการกลับรายการสำรองค่าซ่อมบำรุงสำหรับงานที่ผู้ว่าจ้างยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

สำหรับสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A to Sales) คาดว่าจะอยู่ที่ 7% ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจาก 8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่บริษัทจะรับรู้รายได้เงินปันผลจาก TTW จำนวน 221 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนกำไรในไตรมาสดังกล่าว

นอกจากนี้ คาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลงประมาณ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยของหุ้นกู้และเงินกู้ใหม่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง และช่วยพยุงผลประกอบการท่ามกลางรายได้บางส่วนที่ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2569 บล.ดาโอ ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของ BEM ที่ 3,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน โดยประเมินว่าภาพรวมธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของปริมาณผู้ใช้บริการและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2569 เบื้องต้นคาดว่ากำไรสุทธิจะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีโอกาสชะลอตัวจากไตรมาส 3/2569 เนื่องจากฐานกำไรในไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้เงินปันผลเข้ามาสนับสนุน ประกอบกับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสกลับรายการสำรองค่าซ่อมบำรุงเพิ่มเติม และผลบวกจากการปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษโครงการ SOE ในเดือนธันวาคม 2569

ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะถัดไป ได้แก่ ความคืบหน้าของนโยบายระบบตั๋วร่วม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2570 และความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งล่าสุดการพิจารณาสัมปทานเดินรถเริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น และคาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในช่วงปลายปี 2569

ทั้งนี้ บล.ดาโอ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BEM พร้อมราคาเป้าหมาย 9.00 บาทต่อหุ้น โดยประเมินมูลค่าด้วยวิธีรวมมูลค่าธุรกิจแต่ละส่วน (Sum-of-the-Parts: SOTP) จากแนวโน้มผลประกอบการที่ยังมีเสถียรภาพ และปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายตั๋วร่วมที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในต้นปี 2570 รวมถึงความคืบหน้าสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะต่อไป

Back to top button