BGRIM ชงรัฐต่ออายุ 22 โรงไฟฟ้า 3,000 MW ปลดล็อก Direct PPA รับดาต้าเซนเตอร์

BGRIM มอง PDP2026 เปิดทางใช้กำลังผลิตเดิมเต็มประสิทธิภาพ ชงรัฐต่ออายุ 22 โรงไฟฟ้า IPP-SPP รวม 3,000 เมกะวัตต์ พร้อมปลดล็อก IPS-Third Party Access รองรับดีมานด์ AI-Data Center ขณะที่ดาต้าเซนเตอร์ชลบุรี 96 เมกะวัตต์คืบกว่า 50% ตั้งเป้าแตะ 300 เมกะวัตต์ปี 73


ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยภายในงาน “Gastech 2026” ว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศจำเป็นต้องรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

BGRIM ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมาเป็นเวลานาน และมุ่งพัฒนาพลังงานที่ลดมลพิษจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและชุมชน เพื่อให้การพัฒนาพลังงานสร้างประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว

สำหรับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ดร.ฮาราลด์มองว่า จะช่วยเปิดมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วโลกให้เห็นศักยภาพด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมที่ภาพของประเทศในสายตาต่างชาติมักเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรม ขณะที่การจัดงานพลังงานระดับโลกจะช่วยสะท้อนความสามารถด้านอุตสาหกรรมและบุคลากรของไทย

ส่วนประเด็นต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ดร.ฮาราลด์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ LNG นำเข้า ซึ่งหากอยู่ในระดับประมาณ 28 เหรียญ ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงตามไปด้วย

ดังนั้น ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา ซึ่งหากสามารถเพิ่มปริมาณก๊าซต้นทุนต่ำได้ ราคาก๊าซอาจลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6-8 เหรียญ พร้อมกับเพิ่มพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว

ดร.ฮาราลด์ยังสนับสนุนแนวทางความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยมองว่าการดำเนินธุรกิจพลังงานไม่ควรมุ่งเพียงกำไรสูงสุด แต่ต้องพิจารณาประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมควบคู่กันไป

สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ PDP ดร.ฮาราลด์มองว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำเป็นต้องพิจารณาพลังงานหลายรูปแบบ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในระยะแรกภาครัฐอาจเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนา เนื่องจากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนผ่านระบบสายส่ง โดยกำหนดค่าผ่านสายส่งในระดับที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยไม่ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ในปริมาณสูงจนส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟ

ส่วนธุรกิจ Data Center ดร.ฮาราลด์กล่าวว่า BGRIM มีโครงการขนาดประมาณ 250 เมกะวัตต์ และมองว่าการพัฒนา Data Center ในประเทศไทยควรสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศให้มากที่สุด ทั้งการพัฒนา การบริหารจัดการ ระบบไฟฟ้า ตลอดจนการเปิดโอกาสให้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน แทนการนำเข้าอุปกรณ์ราคาถูกจากต่างประเทศทั้งหมด

ด้านนายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ในประเทศไทยถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากเป็นงานระดับโลกที่รวบรวมผู้ประกอบการทั้งด้านก๊าซ การผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงานไว้ในเวทีเดียวกัน

BGRIM ดำเนินธุรกิจและร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยมายาวนาน 148 ปี ตั้งแต่สาธารณูปโภค ระบบราง จนถึงพลังงาน ปัจจุบันบริษัทมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Microgrid สายส่งและสายจำหน่ายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวม 11 แห่ง มีโครงข่ายสายส่งรวมประมาณ 214 กิโลเมตร รองรับการจ่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม

โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้รองรับพัฒนาการของภาคอุตสาหกรรมไทยตั้งแต่อุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมยานยนต์ จนถึงอุตสาหกรรมดิจิทัลในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI, Data Center, Semiconductor และ Electronics ซึ่งต้องการทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด และต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

นายนพเดชมองว่า ก้าวสำคัญต่อไปของประเทศไทยคือการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า หลังจากที่ผ่านมาได้เริ่มเปิดเสรีด้านก๊าซแล้ว โดยต้องเชื่อมโยง Microgrid ในนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่ Smart Grid ระดับประเทศ พร้อมพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่สามารถเชื่อมโยงต่อไปสู่ ASEAN Grid

ระบบพลังงานในอนาคตจะต้องผสมผสานพลังงานหลายประเภท ทั้งก๊าซธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นพลังงานฐาน Biomass, Biogas และพลังงานทดแทน พร้อมกับตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีพื้นฐานระบบผลิตและส่งไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง จากการทำงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการต่อยอดไปสู่การสร้างตลาดพลังงานที่มีการแข่งขันและสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงเป้าหมาย Net Zero 2050

นายนพเดชกล่าวว่า แม้ประเทศจะเดินหน้าเข้าสู่พลังงานสะอาด แต่ก๊าซธรรมชาติยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพราะระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีพลังงานที่มั่นคงในราคาที่เป็นธรรม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม

สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการในลำดับแรก คือการหาแหล่งก๊าซที่สามารถพัฒนาได้ในประเทศ เช่น การสำรวจและผลิตในอ่าวไทย พื้นที่อันดามัน รวมถึงความร่วมมือกับมาเลเซียและเมียนมา เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับ LNG นำเข้า แม้ราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์สงคราม แต่หากตลาดโลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาของ LNG และก๊าซธรรมชาติอาจกลับมาอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะหากมีการทำสัญญาระยะยาว หรือ Long-term Contract ซึ่งจะช่วยบริหารต้นทุนและส่งผ่านราคาที่เป็นธรรมไปยังผู้ประกอบการ

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Semiconductor, Electronics และ Data Center ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มีทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องสูง

นอกจากก๊าซแล้ว ประเทศไทยต้องเดินหน้าพลังงานทดแทนควบคู่กันไป พร้อมยกระดับระบบ Grid ให้แข็งแรง มีความยืดหยุ่น และพัฒนาไปสู่ Smart Grid ที่สามารถมองเห็นและบริหารจัดการระบบไฟฟ้า รวมถึงรองรับระบบกักเก็บพลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพ

นายนพเดชมองว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “Chapter” ใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงาน หลังรอการปรับโครงสร้างดังกล่าวมาเกือบ 10 ปี โดยการจัดงาน Gastech 2026 เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตระยะต่อไป

สำหรับ PDP ฉบับใหม่ นายนพเดชระบุว่า โจทย์แรกคือ ก๊าซธรรมชาติยังมีความจำเป็นต่อระบบไฟฟ้า ดังนั้น ประเทศไทยควรพิจารณากำลังผลิตที่มีอยู่แล้วในประเทศ และนำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพก่อน

โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่สามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำ ซึ่งมีบทบาทต่อการดำเนินงานของลูกค้าอุตสาหกรรม ควรได้รับการพิจารณาให้สามารถดำเนินงานต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมเดิมและรองรับการลงทุนใหม่

BGRIM จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาการต่อสัญญาโรงไฟฟ้าทั้ง IPP และ SPP ที่ยังมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้กำลังการผลิตที่ประเทศมีอยู่ก่อนที่จะสร้างกำลังผลิตใหม่เพิ่มเติม

อีกประเด็นสำคัญคือ การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงกำลังผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบ เช่น ไฟฟ้าจาก Solar Floating, Solar Farm หรือกำลังผลิตส่วนเกินจากโรงไฟฟ้าก๊าซ

นายนพเดชมองว่า การปลดล็อก Third Party Access และ Direct PPA จะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในวันหยุดที่ปัจจุบันอาจไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

รวมถึงการส่งเสริม Biomass, Biogas และโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงและพลังงานสะอาดได้พร้อมกัน

หากภาครัฐสามารถปลดล็อกกฎระเบียบดังกล่าวได้ จะถือเป็น “Quick Win” เนื่องจากหลายโครงการของลูกค้าอุตสาหกรรมมีการติดตั้งและเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เหลือเพียงการเปิดทางด้านกฎระเบียบ

ขณะที่การลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่มีข้อจำกัดจากระยะเวลาในการจัดหา Gas Turbine และอุปกรณ์ ซึ่งปัจจุบันต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จึงควรใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายนพเดชแบ่งแนวทางการพัฒนาพลังงานออกเป็นช่วงระยะสั้น กลาง และยาว โดยระยะสั้นควรเร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้กำลังผลิตที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ได้ทันที

ระยะกลางต้องเตรียมพื้นที่รองรับ Data Center Campus หรือ Complex รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับ AI, Data Center, Semiconductor และ Electronics พร้อมพัฒนาโครงสร้างระบบส่งไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมความพร้อมด้านการนำเข้า LNG เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าก๊าซในอนาคต พร้อมผสมผสาน Biomass, Biogas, Solar และ Wind และเชื่อมโยงเข้ากับ Direct PPA

นายนพเดชกล่าวว่า อีกแนวทางหนึ่งที่สามารถดำเนินการได้คือ Independent Power Supply หรือ IPS ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมว่าจ้างผู้พัฒนาพลังงาน เช่น Solar Rooftop หรือ Solar Floating ผ่าน Private PPA หรือสัญญาระยะยาว

ปัจจุบันหลายโรงงานได้ติดตั้งระบบดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างพื้นที่หรือระหว่างผู้ประกอบการได้อย่างเต็มรูปแบบ

สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้าง Enhanced Single Buyer ซึ่งกำหนดให้ กฟผ.เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าหลัก แม้โครงการประเภท IPP, SPP และ VSPP จะสามารถดำเนินการได้ แต่การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนยังมีข้อจำกัด

ส่วน Direct PPA ปัจจุบันมุ่งไปที่พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เช่น Solar และ Wind แต่ BGRIM มองว่าหากสามารถเปิดกว้างให้ไฟฟ้าที่มีความมั่นคงจากพลังงานฐาน เช่น ก๊าซธรรมชาติ Biomass หรือ Biogas เข้ามาร่วมได้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังผลิตในประเทศ

โดยเฉพาะไฟฟ้าส่วนเกินจากโรงไฟฟ้า SPP หรือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดในการส่งขายให้ผู้ใช้ไฟฟ้านอกพื้นที่ แม้จะอยู่ใกล้กับนิคมก็ตาม

หากสามารถปลดล็อกได้ จะช่วยใช้กำลังผลิตส่วนเกินในระบบให้เกิดประโยชน์ และซื้อเวลาให้ประเทศในช่วง 2-3 ปี ก่อนกำลังผลิตใหม่จะเข้าสู่ระบบ

สำหรับโรงไฟฟ้าที่กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดสัญญา นายนพเดชระบุว่า BGRIM ได้เสนอภาครัฐให้พิจารณาโรงไฟฟ้าของบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 22 แห่ง กำลังผลิตประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้ง IPP และ SPP

บริษัทเห็นว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวยังมีความจำเป็นต่อการจัดหาไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และสามารถเป็น Quick Win ในช่วงที่ประเทศต้องรอการจัดหาเครื่องจักรและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาอีกหลายปี

การต่ออายุโรงไฟฟ้ายังช่วยรักษาลูกค้าอุตสาหกรรมเดิมในประเทศไทย สนับสนุนการขยายกิจการของผู้ประกอบการ และดึงดูดการลงทุนใหม่ เช่น Semiconductor, EV และ Data Center ให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และระบบสาธารณูปโภคพร้อมรองรับ

ในระยะยาว ระบบพลังงานของประเทศอาจมีเทคโนโลยีใหม่ เช่น Hydrogen หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาทำหน้าที่เป็นพลังงานช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานฐานสำคัญ และต้องทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่ในรูปแบบ “Hybrid Solution”

สำหรับธุรกิจ Data Center นายนพเดชระบุว่า ปัจจุบัน BGRIM อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการในจังหวัดชลบุรี ขนาด 96 เมกะวัตต์ โดยมีความคืบหน้ามากกว่า 50% และบริษัทเตรียมเปิดดำเนินการเฟสแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้

บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจ Data Center ไปสู่กำลังประมาณ 300 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 หรือ 2030 ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ตลาดต่างประเทศที่อยู่ระหว่างศึกษาศักยภาพ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

สำหรับเวียดนาม นายนพเดชกล่าวว่า เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเศรษฐกิจเติบโตประมาณ 7-8% ต่อปี ทำให้มีความต้องการพลังงานฐานจำนวนมากเพื่อรองรับการขยายตัว

แม้เวียดนามได้ประกาศแผน PDP8 แล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคือเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ Power Purchase Agreement โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่ายและค่าเชื้อเพลิง ซึ่งต้องอยู่ในระดับที่ทั้งประเทศและนักลงทุนสามารถยอมรับได้

หากการเจรจายืดเยื้อออกไป อาจเกิดความเสี่ยงด้านปริมาณไฟฟ้าไม่เพียงพอ หรือ Blackout และกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม

นายนพเดชกล่าวว่า ที่ผ่านมาเวียดนามได้เร่งลงทุนขยายสายส่ง หลังการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงปี 2018-2019 ทำให้ระบบสายส่งเดิมไม่สามารถรองรับได้เต็มที่ ปัจจุบันโครงสร้างสายส่งดีขึ้นแล้ว ดังนั้นโจทย์สำคัญต่อไปคือการเร่งจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว เพื่อเปิดทางให้โรงไฟฟ้าก๊าซและกำลังผลิตใหม่เข้าสู่ระบบ

สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน นายนพเดชระบุว่า ตัวเลขที่เห็นโดยเฉลี่ยในตลาดอยู่ที่ประมาณ 10-12% อย่างไรก็ตาม BGRIM ยังต้องพิจารณาการลงทุนในเวียดนามอย่างรอบคอบ เนื่องจากความแน่นอนของนโยบายและความต่อเนื่องของสัญญาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

ปัจจุบัน BGRIM มีโรงไฟฟ้า Solar ในเวียดนามรวมประมาณ 677 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลมประมาณ 100 เมกะวัตต์ รวมถึงอยู่ระหว่างความร่วมมือในการพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,500 เมกะวัตต์กับ PetroVietnam

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ในระดับความร่วมมือและอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยนายนพเดชมองว่า หากเวียดนามต้องการรองรับการเติบโตของความต้องการไฟฟ้า ควรได้ข้อสรุปภายในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เนื่องจากโรงไฟฟ้า IPP ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3-4 ปี

เชื้อเพลิงสำหรับโครงการจะมาจาก LNG นำเข้า ซึ่ง BGRIM มีธุรกิจ LNG และมองโอกาสต่อยอดธุรกิจดังกล่าวจากประเทศไทยไปยังเวียดนามและมาเลเซีย

นอกจากเวียดนาม BGRIM ยังเห็นโอกาสลงทุนในมาเลเซีย ซึ่งมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เติบโตประมาณ 6-7%

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในมาเลเซียที่เปิดดำเนินการแล้วประมาณ 200 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หรือ Pipeline อีกประมาณ 400 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะทยอย COD ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ BGRIM อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้และเจรจาขั้นสุดท้ายสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติประเภท IPP ขนาดประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ในมาเลเซีย ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายในปลายปีนี้

นายนพเดชกล่าวว่า มาเลเซียมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐในการเร่งเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าฐาน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ BGRIM ในการขยายการลงทุนระยะยาว

พร้อมย้ำว่า ทิศทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคตต้องไม่พึ่งพาพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ควรเป็นระบบ Hybrid Solution ที่รวมก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดให้ภาครัฐ การไฟฟ้า เอกชน และผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมวางแผน เพื่อให้ระบบพลังงานสามารถตอบโจทย์ทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Back to top button