
“กรุงศรี”ชี้ SET สัปดาห์นี้ Sideways Up รับแรงส่ง AI-น้ำมันลด ชู DELTA-COM7-ERW
บล.กรุงศรี มอง SET สัปดาห์นี้ 21-25 ก.ย.69 เคลื่อนไหว Sideways Up รับแรงหนุน AI CAPEX Cycle และราคาน้ำมันอ่อนตัว ชู DELTA-COM7-ERW หุ้นเด่น พร้อมจับตาการพบกัน “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” และตัวเลขส่งออกไทย
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินกลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทยประจำสัปดาห์นี้(21-25 ก.ย.69) โดยคาดดัชนี SET เคลื่อนไหวในลักษณะ “Sideways Up” หลังตลาดสะท้อนมุมมองอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน หรือ High for Longer ไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ประเมินว่าแรงกดดันด้านดอกเบี้ยไม่น่าจะเร่งตัวขึ้นมาก จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง
สำหรับปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ บล.กรุงศรีให้น้ำหนักกับแรงส่งเชิงบวกจากวงจรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI CAPEX Cycle โดยตลาดจะติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Flash PMI) ภาคการผลิตเดือน ก.ย.69 ตลอดจนตัวเลขการส่งออกไทยเดือน ส.ค.69 ซึ่งอาจช่วยสะท้อนภาพความแข็งแกร่งของอุปสงค์และวัฏจักรการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ตลาดยังติดตามพัฒนาการด้านนโยบายความปลอดภัยของ AI ในสหรัฐฯ ท่ามกลางการถกเถียงระหว่างฝ่ายรัฐบาลและผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแลและความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยประเด็นดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อบรรยากาศลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน AI
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเยือนสหรัฐฯ และการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในช่วงวันที่ 24-25 ก.ย.69 โดยมีรายงานว่าการประชุมสุดยอดหลักมีกำหนดในวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งตลาดติดตามประเด็นด้านการค้า เทคโนโลยี AI และห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศอย่างใกล้ชิด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรีแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีมการลงทุน ประกอบด้วย กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA และ KCE กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ AMATA และ WHA กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ STECON, PYLON และ INSET รวมถึงกลุ่มธนาคาร ได้แก่ KBANK, KTB และ KKP
นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่มีโอกาสได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ทยอยปรับลดลง รวมถึงการเข้าสู่ช่วง Golden Week ของจีน ได้แก่ หุ้นกลุ่มการบิน AOT, THAI และ BA ตลอดจนกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ AWC และ ERW
สำหรับหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ บล.กรุงศรีเลือก DELTA, COM7 และ ERW โดย DELTA ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 320 บาท มองว่าแรงส่งจาก AI CAPEX Cycle ที่เร่งตัวขึ้นจะช่วยหนุนโอกาสการฟื้นตัวของผลประกอบการเร็วกว่าที่คาด
ส่วน COM7 ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 35 บาท โดยมองว่ากระแสยอดขาย iPhone รุ่นใหม่ที่เร่งตัวดีกว่าคาด มีโอกาสเปิด Upside ต่อประมาณการกำไร ขณะที่ ERW ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 4.20 บาท โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนจากการเข้าสู่ช่วง Golden Week
ทั้งนี้ หุ้นเด่นที่ บล.กรุงศรีแนะนำในสัปดาห์ก่อน ได้แก่ THAI, HANA และ PR9 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 0.36% เทียบกับดัชนี SET ที่ปรับตัวลดลง 1.27%
สำหรับ Investment Theme ประจำเดือน ก.ย.69 บล.กรุงศรีเลือกหุ้น Top Picks ได้แก่ DELTA, GPSC, PTTGC, HANA, SCC, THAI และ TOP ส่วนหุ้นเด่นประจำไตรมาส 3/69 ได้แก่ AOT, GULF, KBANK, ADVANC, KTB, GPSC, PTT, SCC, AMATA และ BH ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก หรือ Mid-Small Cap Play ได้แก่ WHA, MTC, CENTEL และ WHAUP
ด้านปัจจัยต่างประเทศ บล.กรุงศรีระบุว่า ตลาดยังติดตามสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังสหรัฐฯ อนุญาตให้คณะผู้แทนอิหร่านเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ตลาดจับตาในด้านสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ช่วงวันที่ 23-25 ก.ย.69 ตลาดติดตาม Flash PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือน ก.ย. จากระดับก่อนหน้าที่ 53.9 จุด และ Flash PMI ภาคบริการจากระดับก่อนหน้าที่ 56.5 จุด ส่วนญี่ปุ่นจะรายงาน Flash Manufacturing PMI เดือน ก.ย. ในวันที่ 24 ก.ย. จากระดับก่อนหน้าที่ 54.9 จุด
ด้านยูโรโซนจะรายงาน Flash PMI เดือน ก.ย. ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการในวันที่ 23 ก.ย. โดยระดับก่อนหน้าอยู่ที่ 52.7 จุด และ 51.6 จุด ตามลำดับ
สำหรับปัจจัยในประเทศ วันที่ 25 ก.ย.69 ตลาดติดตามตัวเลขส่งออกและนำเข้าเดือน ส.ค. โดยตลาดคาดการส่งออกขยายตัว 24.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 21.6% ขณะที่การนำเข้าคาดขยายตัว 33.3% จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 36.7%
ด้านประมาณการกำไรตลาด หรือ SET EPS ปี 2569 บล.กรุงศรีประเมินอยู่ที่ 110.8 บาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มที่มีการปรับประมาณการขึ้น ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มที่ถูกปรับประมาณการลง ได้แก่ กลุ่มพลังงานและอสังหาริมทรัพย์
ส่วนทิศทาง Fund Flow ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นรวม 12,707 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ประเทศไทยมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 402 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นแรงขายสุทธิในตลาดหุ้น 156 ล้านดอลลาร์ และตลาดพันธบัตร 246 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรีระบุว่า แรงขายส่วนใหญ่เร่งตัวในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ภายหลังการประชุมเริ่มเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อต่อเนื่อง ส่วนเงินบาทเคลื่อนไหวในระดับประมาณ 33.3 บาทต่อดอลลาร์

