
“ชัยยศ” ชี้เดโมแครตนำเลือกตั้งสหรัฐ หนุน SET ฟื้นตัว แนะเก็บ ADVANC-TRUE-BCH
“ชัยยศ” บล.กรุงศรี มองเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ช่วยลดความเสี่ยงสงครามการค้า หนุน SET ฟื้นตัวระยะกลาง แม้ระยะสั้นยังเผชิญแรงขายหุ้นเทคฯ-พลังงาน แนะทยอยสะสมบริเวณ 1,460-1,480 จุด ชู ADVANC-TRUE-BCH เด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 พ.ย. 2569) นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกาเบื้องต้นมีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หากสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา จะส่งผลให้การผลักดันนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของวาระดำรงตำแหน่งมีข้อจำกัดมากขึ้น
โดยเฉพาะนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่มีลักษณะแข็งกร้าว ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าอาจลดความรุนแรงลง เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องเจรจาต่อรองกับฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการออกมาตรการที่กระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนทั่วโลกปรับลดลง
ทั้งนี้ ความคาดหวังดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า เงินบาทแข็งค่าขึ้น และราคาทองคำฟื้นตัว สะท้อนมุมมองของนักลงทุนว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจมีโอกาสคลี่คลายผ่านการเจรจามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยอาจยังไม่ฟื้นตัวทันที แม้ผลการเลือกตั้งจะออกมาในทิศทางที่นักลงทุนคาดหวัง เนื่องจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันยังจำเป็นต้องปรับสัดส่วนการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
นายชัยยศประเมินว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานอาจยังเผชิญแรงขาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนี SET ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงขายเริ่มชะลอตัว คาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะหมุนเวียนเข้าสู่หุ้นที่มีมูลค่าพื้นฐานน่าสนใจ หรือกลุ่ม Value Stock โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก ไฟแนนซ์ และโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป
สำหรับประเด็นความเสี่ยงจากการปิดหน่วยงานภาครัฐสหรัฐฯ หรือ Government Shutdown หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส นายชัยยศมองว่า อาจเกิดความล่าช้าในการพิจารณางบประมาณจากความเห็นต่างทางการเมือง แต่สถานการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต และส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในระยะสั้น เนื่องจากท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเจรจาเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและระบบเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้
ขณะที่การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลามากขึ้น หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมาก เนื่องจากมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับนโยบายการค้าบางส่วนของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการออกมาตรการใหม่ที่มีลักษณะรุนแรงหรือสร้างความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจจะมีโอกาสเกิดขึ้นลดลง
ส่วนประเด็นนโยบายพลังงานสะอาด แม้พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าการสนับสนุนพลังงานสีเขียวจะกลับมาในทันที เนื่องจากฝ่ายบริหารยังคงอยู่ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายจึงต้องใช้เวลา โดยผลกระทบระยะแรกจะเป็นการปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายเดิมมากกว่า
สำหรับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2569 นายชัยยศระบุว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีผลการดำเนินงานค่อนข้างดี โดยส่วนใหญ่ประกาศกำไรสอดคล้องหรือสูงกว่าคาดการณ์ ขณะที่กลุ่มพลังงานบางบริษัทมีกำไรต่ำกว่าคาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง จึงอาจยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง
ด้านกลุ่มอาหาร แม้ผลประกอบการของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU จะออกมาในระดับน่าพอใจ แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดได้ เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจแตกต่างจากผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มสุกรและไก่ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาขายในประเทศที่ปรับตัวลดลง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย นายชัยยศประเมินว่า แม้ดัชนี SET ปรับตัวลดลงมาใกล้ระดับ 1,490 จุด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแรงขายสิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานอาจยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ดัชนีเริ่มเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ในทางเทคนิค ทำให้ บริเวณ 1,460-1,480 จุด เป็นระดับที่นักลงทุนสามารถพิจารณาทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในไม้แรก เพื่อรอการฟื้นตัวในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามโอกาสการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะกรณีตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่อาจได้รับผลกระทบจากการพิจารณาปรับสถานะในดัชนี MSCI ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกำหนดเวลาการพิจารณาดังกล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำเน้นหุ้นกลุ่ม Value Play ที่มีผลประกอบการมั่นคง ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสารและโรงพยาบาล
ในกลุ่มสื่อสารเลือก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ออกมาแข็งแกร่ง ประกอบกับมีฐานะการเงินมั่นคง และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 5% ขณะที่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เป็นอีกทางเลือกจากแนวโน้มผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับรูปแบบและเพิ่มสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโรงพยาบาลที่มีฐานผู้ป่วยประกันสังคมจำนวนมาก ได้แก่ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG โดย KSS ให้น้ำหนัก BCH เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ KSS แนะนำทยอยสะสม ADVANC ให้ราคาเป้าหมาย 430 บาท และ TRUE ราคาเป้าหมาย 19 บาท ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลเลือก BCH เป็นหุ้นเด่น ให้ราคาเป้าหมาย 12 บาท

