KSS อัพกำไร “กลุ่มโรงกลั่น” สูง 29% ชู TOP เด่นสุด เคาะเป้า 83 บาท

บล.กรุงศรี คงน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงกลั่น "Bullish" ปรับเป้ากำไรและราคาพื้นฐาน รับอานิสงส์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อดันซัพพลายน้ำมันตึงตัว หนุนค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาพุ่ง 2-3 เท่า ชู TOP เป็นหุ้นเด่น พร้อมเชียร์ "ซื้อ" SPRC และ BCP รับกระแสเงินสดและปันผล


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยบทวิเคราะห์กลุ่มโรงกลั่น โดยยังคงมุมมองเชิงบวก (Bullish) พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติของกลุ่มในปี 2569 และ 2570 ขึ้น 8% และ 29% ตามลำดับ รวมถึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้น 6-19% ปัจจัยหนุนหลักมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียปรับลดลงไปอยู่ที่ระดับ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ การเร่งกำลังการผลิตและการกลับมาสต็อกน้ำมันของโลกคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ภาวะซัพพลายที่ตึงตัวนี้ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะกลุ่ม Middle Distillate (น้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล) ซึ่งบล.กรุงศรี ประเมินว่าส่วนต่างราคา (Spread) ของกลุ่มนี้จะอยู่ในระดับ 44-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าระดับปกติถึง 2-3 เท่า และจะลากยาวไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570

สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่ม บล.กรุงศรี เลือก บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เป็น Top Pick โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ไว้ที่ 83.00 บาท เนื่องจากคาดว่ากำไรปกติระหว่างปี 2569-2571 จะเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี ซึ่งโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่จะทยอยดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) และจะช่วยให้ TOP เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในกลุ่มที่ปริมาณการขายสามารถเติบโตได้หลังปี 2571 รวมถึงความสามารถในการใช้น้ำมันดิบหนักที่มีต้นทุนต่ำได้เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้คงคำแนะนำ “ซื้อ” บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2570 เป็น 15.30 บาท (จากเดิม 13.50 บาท) เนื่องจาก SPRC เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากวงจรซัพพลายโรงกลั่นตึงตัวในระยะยาว และมีความยืดหยุ่นในการเลือกวัตถุดิบมากขึ้นหลังผ่านการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ ปัจจัยเหล่านี้จะหนุนให้กำไรสุทธิปี 2569-2571 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 6,000 – 18,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับสูง โดยประเมินอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Yield) ในปี 2569-2570 ไว้ที่ประมาณ 8-10%

นอกจากนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2570 เป็น 68.00 บาท (จากเดิม 62.00 บาท) โดยมองว่า BCP ได้รับประโยชน์อย่างโดดเด่นในช่วงที่ซัพพลายกลุ่ม Middle Distillate ตึงตัวจากความไม่แน่นอนของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ผสานกับแรงหนุนจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ที่ได้อานิสงส์ในช่วงซัพพลายพลังงานขาดแคลนเช่นกัน ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปกติในปี 2569 จะเติบโตสูงถึง 277% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการสร้างกระแสเงินสดที่ก้าวกระโดดนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น และเพิ่มความสามารถในการรองรับการลงทุนเพิ่มเติมในระยะยาว

Back to top button