
BCP ลุ้นกำไร Q3 แตะ 1.02 หมื่นล้าน รับค่าการกลั่น-ธุรกิจไฟฟ้า โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 56 บ.
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาด BCP ไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 1.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าจากปีก่อน แม้ลดลง 16% จากไตรมาสก่อน รับค่าการกลั่นพุ่ง 130% และส่วนแบ่งกำไร BCPG หนุน พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 56 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP โดยคาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 จะมีกำไรสุทธิ 10,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกำไรสุทธิ 1,100 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 16% จากไตรมาส 2/2569 ที่มีกำไรสุทธิ 12,200 ล้านบาท
ขณะที่กำไรปกติคาดว่าจะอยู่ที่ 10,200 ล้านบาท ลดลง 16% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกำไรปกติ 3,200 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แม้ผลประกอบการบางธุรกิจจะชะลอตัวจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น
สำหรับ ธุรกิจโรงกลั่น คาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณการกลั่นลดลง 4% จากไตรมาสก่อน และลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 262,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการกลั่น (Utilization Rate) ลดลงเหลือ 89%
ขณะเดียวกัน คาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นถึง 130% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ (Crack Spread) จะปรับตัวดีขึ้น แต่ผลประกอบการยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการกลั่นที่ลดลง รวมถึงการปรับราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบประมาณ 3,800 ล้านบาท
นอกจากนี้ ต้นทุนส่วนเพิ่มของน้ำมันดิบ (Crude Premium) คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับ 11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และจำกัดการเติบโตของกำไรจากธุรกิจโรงกลั่น
ส่วนธุรกิจผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) คาดว่าจะมี EBITDA ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท แม้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้การดำเนินงานเต็มไตรมาส แต่ยังได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สุทธิกับกำไรสต๊อกน้ำมันประมาณ 2,000 ล้านบาท
ด้าน ธุรกิจการตลาด คาดว่า EBITDA จะปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าการตลาดสุทธิลดลงเหลือ 0.90 บาทต่อลิตร ลดลง 29% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน แม้ปริมาณการจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเริ่มรับรู้ EBITDA จากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในฮ่องกง (BHK) เป็นไตรมาสแรก ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการบางส่วน ขณะที่กำไรจากธุรกิจ Trading คาดว่าจะลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับ ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการลงทุนใน OKEA คาดว่า EBITDA จะลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากราคาจำหน่ายน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง แม้ราคาจำหน่ายก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันดิบสูงถึง 65% จึงทำให้ผลประกอบการยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัว
ขณะที่ ธุรกิจไฟฟ้าผ่าน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไรของ BCP ในไตรมาส 3/2569 โดยส่วนแบ่งกำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศลาว และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรของ BCPG จะเพิ่มขึ้น 40% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย BCP รับรู้ส่วนแบ่งผลประกอบการจาก BCPG ตามสัดส่วนการถือหุ้น 58% ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบจากธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดที่ชะลอตัว
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ ไตรมาส 4/2569 บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดว่ากำไรของ BCP จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินว่าปริมาณการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 280,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการใช้กำลังการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 95%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าการกลั่นจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ลดลง ประกอบกับต้นทุน Crude Premium ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากธุรกิจโรงกลั่นยังเผชิญแรงกดดัน
ขณะที่กำไรปกติจาก BCPG มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาล แต่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากกำไรพิเศษจากการขายหุ้นในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการในช่วงปลายปี โดยเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,200 ล้านบาท คาดว่ากำไรจะยังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BCP พร้อมราคาเป้าหมาย 56.00 บาทต่อหุ้น เนื่องจากราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 ที่ยังแข็งแกร่ง และแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความน่าสนใจของหุ้นในระยะต่อไป

