“ณรงค์ชัย” เปิดสูตรกู้สภาพคล่อง “ตลาดทุน” ดึงทุนประกันโลก-แปลงสินทรัพย์รัฐเป็นเงิน

“ณรงค์ชัย อัครเศรณี” เสนอรัฐปลดล็อกเพดานต่างชาติถือหุ้นธุรกิจประกันภัยจาก 49% เป็น 60-100% เปิดทางบริษัทประกันระดับโลกอัดฉีดเงินทุนระยะยาว หนุนสภาพคล่องตลาดทุนไทย พร้อมชงนำสินทรัพย์รัฐสร้างมูลค่าผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เปิดทางประชาชนลงทุนรับผลตอบแทน (Yield) จูงใจกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ควบคู่ตั้งกองทุนรับซื้อหนี้แบงก์ ปลดล็อกเงินทุนหมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ เปิดเผยว่า การยกระดับจีดีพีให้เติบโตในระยะยาว ตามแนวทางที่ธนาคารโลก (World Bank) เสนอไว้ในกรอบ “Bible 4” แม้ไทยจะสามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้เพียงประมาณ 3.7% ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 10 ปี โดยไทยจำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปี

ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเปิดเสรีภาคบริการ (Service Sector Liberalization) เพื่อเพิ่มการแข่งขันและยกระดับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับกฎเกณฑ์ให้สามารถดึงดูดบุคลากรและบริษัทวิชาชีพจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินธุรกิจได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และการเงิน ตามแนวทางของประเทศสิงคโปร์

อีกด้านหนึ่ง คือ การกระจายอำนาจ (Decentralization) เพื่อส่งเสริมให้ภูมิภาคต่าง ๆ มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ลดการกระจุกตัวของโอกาสและกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้ในส่วนกลาง พร้อมสร้างแหล่งเติบโตใหม่ให้กับประเทศ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญ คือ กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและข้อบังคับของวิชาชีพต่างๆในไทยที่ยังมีข้อจำกัดและปรับเปลี่ยนได้ยาก เนื่องจากมีแรงต้านจากกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพเดิม ทำให้การเปิดรับการแข่งขันและองค์ความรู้จากต่างประเทศไม่สามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ

ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า จึงอยากเสนอภาครัฐในการทบทวนหลักเกณฑ์การเปิดเสรีธุรกิจประกันภัย โดยขยายเพดานการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติจากปัจจุบันไม่เกิน 49% เป็น 60% 75% หรือสูงสุด 100% เพื่อดึงดูดบริษัทประกันภัยระดับโลกเข้ามาลงทุน พร้อมใช้ธุรกิจประกันเป็นแหล่งระดมเงินออมระยะยาว สนับสนุนตลาดทุนไทยที่กำลังขาดแคลนสภาพคล่อง ควบคู่กับการปฏิรูปกลไกตลาดทุนและพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ควรพิจารณาผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจประกันภัย เนื่องจากตลาดประกันของไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากอัตราการเข้าถึงประกันภัยของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การเปิดรับเงินทุนจากผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มการแข่งขัน ยกระดับธุรกิจ และขยายตลาดให้เติบโตขึ้น” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว

ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของธุรกิจประกันภัย คือ การเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวให้กับระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเบี้ยประกันภัยเป็นเงินที่บริษัทมีภาระผูกพันต้องนำไปจ่ายค่าสินไหมทดแทนในอนาคต ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแล บริษัทประกันจึงต้องจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับภาระผูกพันดังกล่าว โดยลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น พันธบัตรรัฐบาล และสินทรัพย์ในตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ยังช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนใหญ่เป็นเงินบาท บริษัทประกันจึงต้องบริหารเงินลงทุนให้สอดคล้องกับภาระผูกพันในสกุลเงินบาท และมีข้อจำกัดในการลงทุนต่างประเทศ โดยสามารถลงทุนในต่างประเทศได้เพียงสัดส่วนเล็กน้อยราว 10% กว่า ตามข้อมูลที่นำเสนอ

ดังนั้น การขยายธุรกิจประกันภัยและดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผู้เล่นในอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นช่องทางเพิ่มเม็ดเงินลงทุนระยะยาวให้กับตลาดทุนไทย ช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มแหล่งเงินทุนสำหรับการพัฒนาประเทศ

สำหรับบทเรียนจากการเปิดเสรีธุรกิจประกันในอดีต แม้ เอไอเอ ประเทศไทย (AIA Thailand) ซึ่งเคยครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 2 ใน 3 จะมีสัดส่วนลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 หลังเกิดการแข่งขันมากขึ้น แต่ภาพรวมตลาดประกันกลับขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างมาก สะท้อนว่าการแข่งขันสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคและช่วยขยายตลาดโดยรวมได้ ขณะที่ประเทศอย่างจีนและเมียนมาเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจประกันภัยได้ 100% ซึ่งช่วยดึงดูดเงินทุนจากผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาในตลาด

ดร.ณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า ส่วนโครงสร้างตลาดทุนไทย มองว่า ระบบโดยรวมมีความเสรีและพัฒนาก้าวหน้าอยู่แล้ว ทั้งการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์จัดการลงทุนในอดีต ซึ่งช่วยขยายอุตสาหกรรมจากเดิมที่มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เป็นผู้เล่นหลักเพียงรายเดียว จนมีบริษัทจัดการลงทุนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ตลอดจนการพัฒนารองรับสินทรัพย์ดิจิทัลและการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization)

รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การซื้อขายหลักทรัพย์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของตลาด สำหรับปัญหาความโปร่งใสและเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อนักลงทุน เช่น กรณี STARK และประเด็นการขายชอร์ต (Short Selling) นั้น มองว่าไม่ได้เกิดจากโครงสร้างระบบหรือหลักเกณฑ์ของตลาดทุนที่ไม่ดีเป็นหลัก แต่เป็นปัญหาจากการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลที่ล่าช้าเกินไป จนไม่สามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

ขณะที่ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงกฎเกณฑ์ควบคุมการขายชอร์ตให้เข้มงวดขึ้น หลังจากนักลงทุนได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นกระบวนการปรับตัวของตลาดภายใต้กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า สำหรับแนวทางฟื้นฟูเงินออมและเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุนไทย เสนอให้รัฐบาลนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกระบวนการ Asset Capitalization และ Commercialization ก่อนพัฒนาเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Thailand Future Fund (TFF) เพื่อระดมทุนจากประชาชนและนักลงทุนสถาบัน โดยเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างผลตอบแทน (Yield) ที่จูงใจและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและสถาบันต่าง ๆ นำเงินออมมาลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว แทนการฝากเงินไว้กับธนาคารเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนากองทุนรับซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์ โดยประยุกต์ใช้แนวทางที่มีลักษณะคล้ายโมเดลของสิงคโปร์ ซึ่งจัดตั้งกองทุนขึ้นมาระดมเงินจากบริษัทประกันภัยและผู้มีเงินออมระยะยาว เพื่อนำไปซื้อหนี้ออกจากธนาคารพาณิชย์
กลไกดังกล่าวจะช่วยลดภาระสินทรัพย์และหนี้ที่ธนาคารต้องบริหารจัดการ ทำให้ธนาคารมีสภาพคล่องกลับคืนมาและสามารถนำเงินไปปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ย้ำว่า การใช้ธุรกิจประกันภัยเป็นแหล่งระดมเงินออมระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนากองทุนโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนรับซื้อหนี้ จะเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มแหล่งเงินทุนให้ประเทศ และช่วยเติมสภาพคล่องให้ตลาดทุนไทย ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินออมและเงินทุนระยะยาว โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินทุนสามารถไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวได้มากขึ้น

Back to top button