
KTB เตือนภาคผลิตไทย MPI ใหม่ดัน GDP 2.6% แต่ SMEs ยังเหนื่อย
Krungthai COMPASS แบงก์กรุงไทย (KTB) ประเมินปรับปรุงดัชนี MPI พลิกภาพภาคการผลิต 7 เดือนแรกปี 69 จากหดตัว 0.1% เป็นโต 3.9% หนุนปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP จาก 2.3% เป็น 2.6% แต่เตือนการเติบโตกระจุกตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น แนะเร่งพัฒนา Supplier ไทย เพิ่ม Local Content ดึงมูลค่าเพิ่มและผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจในประเทศ
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการ ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล (Optical Transceiver) และเครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล (UPS) พร้อมเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานอีก 28 แห่ง ครอบคลุมกลุ่มวงจรรวม (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป
การปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมภาคการผลิตไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ดัชนี MPI ปรับจากเดิมที่หดตัว 0.1% เป็นขยายตัว 3.9% ขณะที่ปี 2567 ปรับจากหดตัว 0.5% เป็นขยายตัว 0.6% และปี 2568 ปรับจากหดตัว 0.4% เป็นขยายตัว 3.6% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มคอมพิวเตอร์และ
อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการเพิ่มความครอบคลุมของข้อมูลช่วยลดช่องว่างระหว่างการเติบโตของภาคส่งออกและภาคการผลิตได้ชัดเจนขึ้น
Krungthai COMPASS มองว่า MPI ชุดใหม่สะท้อนปัญหาการเติบโตแบบ K-Shaped ของภาคอุตสาหกรรมชัดเจนกว่าเดิม เนื่องจากการขยายตัวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นซึ่งมีน้ำหนักกว่า 90% ของดัชนียังทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย นอกจากนี้ แม้การปรับปรุง MPI จะช่วยให้ภาพการผลิตสอดคล้องกับการส่งออกมากขึ้น แต่หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าสูง โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วน Import Content สูงถึง 59.8%
ทั้งนี้ ประเมินว่าการปรับปรุง MPI อาจส่งผลให้ประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.3% เป็น 2.6% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตอุตสาหกรรมไม่ได้ส่งผ่านสู่มูลค่าเพิ่มภายในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ยังมีสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่อมูลค่าส่งออกเพียง 10.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 16% ทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตของการผลิตและส่งออกอาจกระจายสู่แรงงานได้จำกัด
ดังนั้น โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ คือการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านการส่งเสริม Local Content และพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพและทักษะแรงงาน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะ SMEs สามารถปรับตัวและเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ เพื่อให้การเติบโตของภาคส่งออกและการลงทุนส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจในประเทศได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น










