
“สุเชษฐ์” ลุ้น SET แตะ 1,585 จุด รับเงินต่างชาติไหลเข้าไทย ชูสะสมแบงก์ใหญ่-ท่องเที่ยว
“สุเชษฐ์” มอง SET มีโอกาสฟื้นตัว รับอานิสงส์เงินทุนต่างชาติโยกเข้าไทย หลังตลาดอินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์เผชิญแรงกดดัน ชู BBL-KKP-TTB เด่น พร้อมแนะสะสม MINT รับท่องเที่ยวฟื้น ให้แนวรับ 1,550 จุด แนวต้าน 1,585 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ต.ค.2569) นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เข้ามาลงทุนในระยะกลาง หลังตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับดัชนี MSCI ของอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติปรับสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาค และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติ โดยแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความมั่นคงและปัจจัยพื้นฐานรองรับ ขณะที่ภาพรวมกลุ่มธนาคารยังไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่มีนัยสำคัญเข้ามากดดัน
สำหรับแนวโน้มดัชนี SET นายสุเชษฐ์ประเมินแนวรับสำคัญที่ 1,550 จุด และแนวต้านที่ 1,585 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนรายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ
ด้านหุ้นรายตัวที่ ASL นำเสนอในช่วงเช้า เริ่มจาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ซึ่งอ้างอิงราคาปิดที่ 187.50 บาท โดยมีแนวรับที่ 185 บาท และ 180 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 195 บาท
ถัดมา บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO อ้างอิงราคาปิดที่ 6.35 บาท โดยประเมินแนวรับที่ 6.00 บาท และแนวต้านที่ 7.00 บาท ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU อ้างอิงราคาหุ้นที่ 12.90 บาท เริ่มปรากฏสัญญาณทางเทคนิคเชิงบวก สะท้อนโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยประเมินแนวรับที่ 12.50 บาท และแนวต้านที่ 13.50 บาท
ด้าน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวตามทิศทางหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากระดับที่เคยซื้อขายบริเวณ 25-28 บาท มาอยู่ใกล้ระดับ 20 บาท จึงมองว่าเป็นโอกาสในการทยอยสะสม โดยประเมินแนวรับที่ 20 บาท และแนวต้านระยะสั้นบริเวณ 21.70-22.00 บาท พร้อมแนะนำให้พิจารณาถือครองเพื่อรอจังหวะขายในช่วงเดือนธันวาคม
ขณะที่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประเมินแนวรับที่ 130.50 บาท และแนวต้านที่ 137.00 บาท
นอกจากนี้ นายสุเชษฐ์ยังกล่าวถึงหุ้นที่อยู่ในรายงานวิเคราะห์ช่วงเช้า ได้แก่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA มีแนวต้านที่ 240 บาท, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE มีแนวต้านตามข้อมูลถอดเสียงที่ 75.75 บาท และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มีแนวต้านที่ 260 บาท
ส่วน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ประเมินแนวต้านที่ 66 บาท, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC มีแนวต้านที่ 15 บาท, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มีแนวต้านที่ 48 บาท, บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA มีแนวต้านที่ 13.50 บาท และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีแนวต้านที่ 62.50 บาท
สำหรับหุ้นกลุ่มการบิน ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีแนวต้านที่ 62.50 บาท และ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV มีแนวต้านตามข้อมูลที่ได้รับที่ 85.00 บาท ขณะที่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีแนวรับสำคัญที่ 49 บาท ซึ่งไม่ควรปรับตัวต่ำกว่าระดับดังกล่าว และมีแนวต้านที่ 55 บาท
ทั้งนี้ นายสุเชษฐ์ยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นกลุ่มลงทุนหลัก จากโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ BBL ซึ่งได้รับแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ และมีแนวต้านที่ 195 บาท ขณะที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีทิศทางราคาฟื้นตัวจากระดับ 113 บาท มาอยู่บริเวณ 119-120 บาท โดยประเมินเป้าหมายการปรับตัวขึ้นที่ 125-130 บาท
ส่วน บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 90 บาทขึ้นไป ขณะที่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ซึ่งราคาหุ้นเคลื่อนไหวบริเวณ 2.70 บาท มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.00 บาทในระยะถัดไป นอกจากนี้ หุ้นธนาคารขนาดใหญ่อื่นที่ยังได้รับความสนใจ ได้แก่ KBANK รวมถึง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB
ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสาร ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตาสำหรับการลงทุนระยะกลาง หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ