BCPG โกยกำไร Q3 โต 92% แตะ 1.2 พันล้าน สูงกว่าคาด 38% รับโรงไฟฟ้าสหรัฐ-ลาวหนุน

BCPG รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,199.9 ล้านบาท โต 91.5% สูงกว่าคาดการณ์ Consensus 36.9% รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ และโรงไฟฟ้าลมมอนซูนในลาว พร้อมรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุน Hamilton ในไตรมาส 4/69


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 1,199.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 626.6 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 675.7% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 154.7 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,287.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 612.2% จากไตรมาสก่อนหน้า

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 1,116.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 38.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 2,159.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 132.9% จากไตรมาสก่อนหน้า

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 45.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังได้รับประโยชน์จากอัตรารายได้ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Capacity Revenue) ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน สำหรับรอบเดือนมิถุนายน 2569 ถึงพฤษภาคม 2570

นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นจากภาวะคลื่นความร้อนในช่วงฤดูร้อน ยังสนับสนุนให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับส่วนต่างระหว่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิง (Spark Spread) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โรงไฟฟ้า Hamilton สามารถกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติภายหลังการปรับปรุงอุปกรณ์ในไตรมาสก่อนหน้า

ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้รับแรงสนับสนุนจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูน (Monsoon) ซึ่งรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาส หลังทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3/2568 ประกอบกับความเร็วลมที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูมรสุมและอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำได้รับประโยชน์จากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าและผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมไตรมาส 3/2569 จำนวน 1,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 196% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในประเทศไทยมีรายได้ไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 241.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับอัตราค่าบริการตามสัญญาเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นภายหลังการซ่อมบำรุงถังเก็บน้ำมันแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความเข้มแสงที่ลดลงในช่วงฤดูฝน รวมถึงค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วยและประสิทธิภาพของแผงผลิตไฟฟ้าในบางโครงการที่ปรับตัวลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความเร็วลมที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ผลกระทบดังกล่าวได้รับการชดเชยจากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ

สำหรับรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานปกติ ในไตรมาส 3/2569 บริษัทบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 29.4 ล้านบาท และรายการพิเศษจากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับการขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท PetroWind Energy Inc. ประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 58.8 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่อยู่ในระดับต่ำกว่ากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 2,076.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,519.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 128.2 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101.6% และ EBITDA จากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

การเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาและโรงไฟฟ้าพลังงานลมใน สปป.ลาว ประกอบกับฐานกำไรในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากรายการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและการด้อยค่าและตัดจำหน่ายสินทรัพย์รวม 913.2 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานในปีนี้ได้รับประโยชน์จากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บริษัทดำเนินกลยุทธ์บริหารเงินกู้เชิงรุก (Proactive Debt Management) โดยมุ่งลดภาระหนี้สินและปรับโครงสร้างแหล่งเงินกู้ให้เหมาะสม ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยปรับตัวลดลง โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีหนี้สินรวม 26,211 ล้านบาท ลดลง 10.1% จากสิ้นปี 2568 หลังชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดในช่วงไตรมาส 1/2569 ประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการชำระคืนเงินกู้ตามกำหนด

ขณะที่อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.8 เท่า จาก 1 เท่าในไตรมาส 3/2568 ส่วนอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.6 เท่า จาก 5.3 เท่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความคืบหน้าในการลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

ด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำลังการผลิตของโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวม 1,475.8 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 857.2 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมใน สปป.ลาว 289.5 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว 114 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย 206 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย 9 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวันที่อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตและก่อสร้าง รวมกำลังการผลิตประมาณ 234 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจพลังงานสะอาดในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 บริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Hamilton ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยกระแสเงินสดที่ได้รับและกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจะรับรู้ในผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2569

อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าวส่งผลให้กำลังการผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาตามสัดส่วนการถือหุ้นลดลงประมาณ 426 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสะท้อนในผลการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป จึงต้องติดตามผลกระทบต่อการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในระยะถัดไป

ส่วนแนวโน้มธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในช่วงที่เหลือของปี บริษัทประเมินว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ฤดูแล้ง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำอาจมีปริมาณการผลิตลดลงตามฤดูกาล รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

นายรวีกล่าวว่า ผลประกอบการที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในครั้งนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของบริษัท ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจะเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ด้าน LSEG Consensus ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ของ BCPG อยู่ที่ 876.67 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิที่บริษัทประกาศ 1,199.9 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าคาด 36.87% ขณะที่รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,116.9 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการรายได้ที่ 1,127.50 ล้านบาท ประมาณ 0.94%

สำหรับประมาณการผลประกอบการทั้งปี 2569 LSEG Consensus คาดว่าบริษัทจะมีรายได้รวม 3,901.50 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,413.08 ล้านบาท โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยหุ้น BCPG อยู่ที่ 8.54 บาท จากการประเมินของนักวิเคราะห์ 7 บริษัทหลักทรัพย์

Back to top button